เซี่ยชิงเฟิงค่อนข้างชอบอักษรตัวนี้
แม้จะไม่ได้สอดคล้องกับชื่อของเขานัก แต่ความหมายแฝงนั้นเขาชอบเป็นการส่วนตัว
เซี่ยอวิ๋นจื้อ วาจาเอ่ยแล้วต้องทำ ยึดมั่นในปณิธานเดิม
นี่คือหลักการในการประพฤติตนและจัดการเรื่องราวของเขามาแต่ไหนแต่ไร
หลังฮ่องเต้เสด็จกลับไป เหล่าจิ้นซื่อในงานเลี้ยงพระราชทานเกียรติยศก็เริ่มสังสรรค์กันต่อ ต่างพากันลุกจากที่นั่งไปคารวะสุรา
เดิมทีเซี่ยชิงเฟิงคิดจะไปหาเหลียนอี้จื้อ แต่กลับพบว่าข้างกายอีกฝ่ายมีขุนนางจากฝ่ายองค์ชายหกหลายคนรายล้อมอยู่ เขาไปทางนั้นก็คงไม่เหมาะนัก
หลังฮ่องเต้พระราชทานอักษรให้เขาแล้ว ต่อให้ขุนนางจากฝ่ายองค์ชายทั้งสองจะกล้าหาญเพียงใด ยามนี้ก็ไม่กล้าเข้ามาดึงเขาไปเป็นพวกอีก
รอบกายจิ้นซื่อคนอื่นล้วนมีผู้คนอยู่ ส่วนข้างที่นั่งของเซี่ยชิงเฟิงกลับว่างเปล่า
ทว่าเซี่ยชิงเฟิงกลับรู้สึกสบายใจเป็นอิสระ
ขณะที่เขาคีบขนมแป้งกรอบชิ้นหนึ่งเตรียมรองท้อง เงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาช้า ๆ เซี่ยชิงเฟิงเงยหน้ามอง เป็นอัครเสนาบดีหลินเม่าเต๋อ
ทวดฝ่ายมารดาของเขา
หลินเม่าเต๋อเดินมาหยุดตรงหน้าเซี่ยชิงเฟิง ก่อนค้อมกายเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “อวิ๋นจื้อ วันนี้ข้ามาเพื่อขอขมาท่านเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ บ่าวเฝ้าประตูของจวนหลินเลอะเลือน ถึงกับขวางเจ้าและหลินเหนียงไว้ด้านนอก นับว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง”
เซี่ยชิงเฟิงนึกไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะทำให้อัครเสนาบดีอย่างเขาต้องมาขอโทษด้วยตนเอง จึงวางขนมแป้งกรอบแล้วลุกขึ้นคำนับตอบ “อัครเสนาบดีหลินเกรงใจแล้ว เรื่องวันนั้นพี่จิงเกิ้งบอกข้าแล้ว เป็นเพียงความเข้าใจผิด”
“มารดาข้าไม่ใช่คุณหนูที่จวนท่านทำหายไป พวกเราบุ่มบ่ามมาขอรับญาติก็นับว่าล่วงเกินอยู่บ้าง” เซี่ยชิงเฟิงไม่รู้ว่าหลินเม่าเต๋อจู่ ๆ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเหตุใด แต่เขาไม่อยากเกี่ยวข้องกับจวนหลินอีก
