โจวหงอวิ้นจ้องมองสาบเสื้อของเซียวหยุนซูที่ขาดวิ่น ทว่ายังพอมองออกว่าเคยประณีต เขาพินิจเนื้อผ้าแล้วคิดว่าเมื่อก่อนครอบครัวของอีกฝ่ายคงมั่งคั่งไม่น้อย คาดว่าคงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในเมืองชั้นบน จนพัดพาครอบครัวให้พลัดพรากกระมัง
เขาอยู่ท่ามกลางผู้ลี้ภัยมาหลายวัน ได้พบเห็นเรื่องเช่นนี้มามากมาย คุณชายผู้สูงศักดิ์หลายคนไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่าครอบครัวตกอับและคนในบ้านตายจากไปจนหมด ต่อให้โชคดีรอดชีวิตมาได้ พอใช้ชีวิตลำบากอยู่ชั่วระยะหนึ่งก็ผูกคอตายเสียเอง
โจวหงอวิ้นไม่อยากให้คนที่ตนลำบากลำบนพากลับมา ต้องมาตายไปอีก เขาขยับเข้าไปใกล้เซียวหยุนซู ใช้แขนข้างเดียวตบฟูกเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าหนุ่ม ฟังข้าพูดก่อน เมืองหลินผิงแห่งนี้ดีกับพวกผู้ลี้ภัยอย่างเราจริง ๆ ใต้เท้าเซี่ยกล่าวไว้ว่า ขอเพียงพวกเราขยันขันแข็ง ทางการก็จะมอบใบเบี้ยบรรเทาภัยให้ ใบเบี้ยพวกนี้เมื่อสะสมครบจำนวน นอกจากแลกเงินได้แล้ว ยังแลกทะเบียนบ้านของเมืองหลินผิงได้ด้วย!”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง เห็นเซียวหยุนซูกะพริบตาราวกับตั้งใจฟัง จึงกล่าวต่อว่า “อย่าเห็นว่าชีวิตยามนี้ลำบาก ขอเพียงมีแขนมีขาและเต็มใจทำงาน วันหน้าชีวิตย่อมดีขึ้นได้ เมื่อสะสมใบเบี้ยครบแล้ว บางทีเจ้าอาจตั้งหลักปักฐานในเมืองหลินผิง หาเมียสักคน แล้วเอนกายบนเตียงอุ่น ๆ ชีวิตเช่นนั้นมิได้ด้อยไปกว่าแต่ก่อน!”
ขณะพูด ใบหน้าของโจวหงอวิ้นก็เผยรอยยิ้มเปี่ยมความคาดหวัง “เจ้าหนุ่มนี่ดูเป็นคนฉลาด อ่านหนังสือมาก่อน สมองย่อมปราดเปรียว ทำสิ่งใดก็เก่งกว่าผู้อื่น รอร่างกายหายดี ทางการต้องมีงานที่เหมาะกับเจ้าเป็นแน่ เมื่อสะสมใบเบี้ยครบแล้ว บางทีเจ้าอาจหางานในที่ว่าการได้ ถึงตอนนั้นก็เรียกว่าลืมตาอ้าปากได้แล้ว!”
