เซี่ยเซี่ยวนั่งอยู่บนเก้าอี้ เงียบงันอยู่นาน ทุกคนต่างรอให้เขาตัดสินใจ
สะใภ้ใหญ่ของเซี่ยซื่อกัดฟัน ก่อนคุกเข่าลงบนพื้น น้ำตาคลอเบ้า “ท่านพ่อ... ข้ารู้ว่าบ้านเรากับบ้านข้าง ๆ ไม่ถูกกัน ต่างก็อยากส่งคนในบ้านให้สอบเป็นถงเซิง จะได้เชิดหน้าชูตาบ้าง แต่เราก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วย!”
“คนหนุ่มที่กำลังโตย่อมกินจุจนบ้านแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ลูกชายทั้งห้าคนในบ้านก็เริ่มอยู่ในวัยเจริญเติบโตแล้ว ท่านดูเสื้อคลุมยาวที่เสี่ยวซื่อสวมสิ ทุกวันยังมีไข่ให้กินอีกฟอง แล้วดูเซี่ยต้า เซี่ยเอ้อร์ กับเซี่ยซานเล่าว่าพวกเขาสวมอะไรอยู่!”
เสื้อสั้นที่พวกเขาสวมอยู่ไม่ได้เปลี่ยนมาหลายปีแล้ว ทั้งเก่าขาดจนแทบดูไม่ได้ คอเสื้อถูกคางเสียดสีจนรุ่ย ขอบผ้ายังมีด้ายหลุดออกมาเป็นริ้ว
ช่างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับเสื้อคลุมยาวตัวใหม่กว่าที่เซี่ยซื่อสวม
มารดาของเซี่ยซื่อไม่พอใจ จึงลุกขึ้นกล่าวบ้าง “ก็เพราะลูกสี่ของข้าต้องเรียนหนังสือน่ะสิ! ท่านไม่เห็นหรือว่าเสี่ยวอู่บ้านข้าก็ไม่ได้ตัดเสื้อใหม่มาหลายปีแล้ว? คนทั้งบ้านต่างประหยัดอดออมเพื่อให้ลูกสี่ได้เรียนหนังสือ ใครใช้ให้ลูกบ้านท่านไม่มีความสามารถ อ่านหนังสือไม่ออกเล่า?”
คำพูดนี้ยิ่งทำให้สะใภ้ใหญ่ของเซี่ยซื่อโมโหกว่าเดิม “อ่านหนังสือออกแล้วมีประโยชน์อันใด? สุดท้ายก็สอบไม่ผ่านมิใช่หรือ? หากบ้านข้าง ๆ สอบผ่านคราวนี้ พวกเราก็ยังเชิดหน้าไม่ขึ้นอยู่ดี! ท่านพ่อ บ้านเราส่งคนเรียนหนังสือไม่ไหวจริง ๆ!”
“ใช่แล้ว ท่านปู่ ท่านย่ามีเพียงเสี่ยวซื่อเป็นหลานแท้ ๆ หรือ? พวกเราพี่น้องทั้งสี่คนไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของท่านหรือไร?” เซี่ยต้ากล่าวอย่างไม่พอใจเช่นกัน เงินในบ้านล้วนมอบให้เซี่ยซื่อเรียนหนังสือ คราวก่อนที่เซี่ยซานหาเงินได้จากการถือธงใหญ่ในพิธีเซ่นไหว้บรรพชนของตระกูลเซี่ย เงินนั้นก็ถูกนำไปจ่ายค่าเล่าเรียนและซื้อหนังสือให้เซี่ยซื่อหมด
