“ฝ่าบาท ก็ไม่ได้ดีเลิศถึงเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะ” หลังขันทีและนางกำนัลพากันออกจากห้องไปหมดแล้ว เฉียวหงจวิ้นก็เลิกวางท่าคารวะดังเมื่อครู่ ลากเก้าอี้มานั่งข้างเซียวคังหยวนอย่างอิสระเสรี
“ก็แค่เรียนหนังสือ รดน้ำดอกไม้ หยอกนกในแต่ละวัน ไม่มีเรื่องให้กังวล ชีวิตช่างเบาสบาย”
“ฮึ!” เซียวคังหยวนแค่นเสียง “เฉียวหงจวิ้น เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าระหว่างเจ้ากับเรามีฐานะกษัตริย์กับขุนนางแตกต่างกัน? เรายังไม่ได้อนุญาตให้เจ้านั่งลง!”
“แฮะ ๆ” เฉียวหงจวิ้นเผยรอยยิ้มที่แทบไม่เข้ากับวัยของตน “พี่คัง ข้าพ้นจากตำแหน่งแล้ว ยังจะพูดเรื่องฐานะกษัตริย์กับขุนนางอันใดอีก”
“พี่ ข้าติดตามท่านมาตั้งแต่อายุสิบขวบ ท่านคอยคุ้มครองข้ามาตลอดหลายปี ยังไม่มากพออีกหรือ? หากไม่ใช่เพราะท่าน ด้วยความสามารถครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของข้า มีหรือจะสอบได้จอหงวนตอนอายุยี่สิบห้า?”
“เราสองคนยังต้องเกรงใจกันอีกหรือ?” เฉียวหงจวิ้นกล่าวพลางยิ้มทะเล้น
ถ้อยคำของเขาคล้ายจะสะกิดความทรงจำของเซียวคังหยวน พระองค์เอนกายบนเก้าอี้โยก หลับตาพักผ่อนพลางตรัสว่า “ใช่แล้ว ตอนนั้นเจ้าช่างกล้าหาญนัก อายุแค่สิบขวบก็กล้าติดตามเราเข้ามาเมืองหลวงตามลำพัง บอกว่าจะคุ้มครองเรา”
