หลินเม่าเต๋อลาเซียวเฉินแล้วก็มุ่งหน้าไปยังวังหลวงโดยไม่หยุดพัก ในฐานะอัครเสนาบดี ทั้งยังเป็นพี่ชายของพระสนมกุ้ยเฟยหลิน ตลอดทางจึงไม่มีผู้ใดขัดขวาง ปล่อยให้เขาผ่านเข้าไปยังตำหนักจิ่งฝูได้อย่างสะดวก
ชายคาปลายงอนและขื่อคานสลักลวดลายของตำหนักจิ่งฝูเผยให้เห็นความหรูหรา กำแพงวังสีชาด กระเบื้องเคลือบใต้แสงตะวันส่องประกายสีทองระยิบระยับ
เมื่อพระสนมกุ้ยเฟยหลินเห็นพี่ชายมาเยือน ก็ให้คนรอบข้างถอยออกไป ก่อนถามด้วยสีหน้าร้อนใจว่า “พี่ชาย สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง? หรือทางเฉินเอ๋อร์เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น?”
หลินเม่าเต๋อแทบไม่เคยเร่งร้อนเข้าวังมาหานางด้วยตนเองเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นแล้ว
หลินเม่าเต๋อขมวดคิ้วแน่น เดินไปหยุดที่หน้าต่างแล้วมองออกไปด้านนอก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแอบฟัง จึงลดเสียงลงกล่าวว่า “น้องหญิง สถานการณ์ยามนี้คับขัน หากคิดให้เฉินเอ๋อร์ขึ้นครองบัลลังก์ เกรงว่าคงทำได้เพียงเลียนแบบเหตุเปลี่ยนแผ่นดินที่ตำหนักเหรินโซ่ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของพระสนมกุ้ยเฟยหลินก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มลึกลับ “พี่ชาย ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยากถึงเพียงนั้น ที่จริง ตั้งแต่ยามที่องค์ชายหกถูกส่งไปแนวหน้า ข้าก็เริ่มวางแผนแล้ว”
หลินเม่าเต๋อตะลึงงัน มองน้องสาวอย่างงุนงง “น้องหญิง คำพูดนี้...หมายความว่าอย่างไร?”
พระสนมกุ้ยเฟยหลินค่อย ๆ เดินไปที่โต๊ะ รินชาให้ตนเองและพี่ชายคนละถ้วย จิบน้อย ๆ ก่อนกล่าวอย่างไม่เร่งร้อนว่า “ตลอดเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ฝ่าบาทต้องดื่มชาบำรุงเขากวางและโสมที่ตำหนักข้าทุกวัน ข้าใส่เถาเล่ยกงลงไปในชานั้นครั้งละสิบส่วนจากสิบสามส่วน ฝ่าบาทดื่มทุกวันมาจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ทรงระแคะระคาย”
