ฉีปินไป๋หมอบกราบอยู่กับพื้น ไม่กล้าลุกขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “กระหม่อมทราบความผิด... ขอฝ่าบาทโปรดอภัย! เป็นกระหม่อมที่ทำงานบกพร่อง ทำให้ความไว้วางใจของฝ่าบาทต้องสูญเปล่า กระหม่อมไม่กล้ามีความคิดเช่นนั้นเป็นอันขาด ขอฝ่าบาทโปรดอภัย!”
ภายในท้องพระโรงเงียบสงัด เซียวคังหยวนไม่ตรัสสิ่งใด เพียงใช้นิ้วเคาะโต๊ะอย่างเชื่องช้า เสียงทึบดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเสียงกลองที่กำลังนับถอยหลังชะตาชีวิตของฉีปินไป๋ ทั้งยังแผ่แรงกดดันอันไม่อาจขัดขืน
แผ่นหลังของฉีปินไป๋ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เขากดศีรษะแนบพื้นแน่น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น ด้วยเกรงว่ากษัตริย์ผู้แปรปรวนผู้นี้จะพรากชีวิตเขาได้ด้วยพระดำรัสเพียงประโยคเดียว
แววตาของเซียวคังหยวนคมกริบ ยิ่งทอดพระเนตรท่าทางขลาดเขลาของอีกฝ่ายก็ยิ่งกริ้วจัด พลันขว้างพู่กันในพระหัตถ์ออกไป มันพุ่งตรงใส่ฉีปินไป๋ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างอย่างแม่นยำ ก่อนจะวาดเส้นโค้งอันเฉียบคมกลางอากาศ
“ไสหัวออกไป!”
“พ่ะย่ะค่ะ... ขอบพระทัยฝ่าบาท!” ฉีปินไป๋รีบโขกศีรษะลงกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ก่อนจะก้าวโซเซถอยออกจากท้องพระโรง
หลังฉีปินไป๋จากไป โทสะของจักรพรรดิเซิ่งหยวน เซียวคังหยวนยังไม่คลายลง พระองค์หรี่พระเนตรเล็กน้อย “เสี่ยวเหมยจื่อ”
“พ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท!” ขันทีเหมยเจี้ยนอันรีบก้าวออกมาจากด้านหลังเซียวคังหยวน
“แผ่นดินนี้เป็นของเรา หรือเป็นของตระกูลใหญ่เหล่านั้นกันแน่?” เซียวคังหยวนลูบแหวนหยกที่นิ้ว พระเนตรยากหยั่งถึง
“ย่อมเป็นแผ่นดินของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!” เหมยเจี้ยนอันรีบคุกเข่าตอบ
