แววตาของเหล่าผู้ประสบภัยค่อย ๆ เปลี่ยนจากระแวดระวังในยามแรกเป็นฉงนสงสัย ก่อนจะแปรเป็นความหวังริบหรี่ พวกเขาสบตากันไปมา ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผู้ว่าการหนุ่มผู้วางท่าสูงส่งอยู่ตรงประตูเมือง บัดนี้กลับกำลังเข็นรถม้าที่บรรทุกเสบียงเต็มคัน ค่อย ๆ มุ่งหน้ามาหาพวกเขา
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้หัวใจของพวกเขาเอ่อล้นด้วยความรู้สึกซับซ้อนเกินบรรยาย
แม้ก่อนจากเมืองหลินผิง ผู้ว่าการจะกล่าวว่าจะส่งเสบียงมาให้พวกเขาในยามฉลู แต่คำพูดของขุนนางเหล่านั้นล้วนเชื่อถือไม่ได้ ในใจของเหล่าผู้ประสบภัย คำพูดที่เซี่ยชิงเฟิงกล่าวไว้ตรงประตูเมืองไม่ต่างอะไรจากเสียงสุนัขเห่า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงลืมคำพูดของเซี่ยชิงเฟิงไปนานแล้ว
พวกเขาเพียงแวะพักชั่วครู่ ณ จุดที่อยู่ห่างจากเมืองตามที่เซี่ยชิงเฟิงบอกไว้สิบกิโลเมตร เพราะที่นี่มีเพิงหญ้าให้หลบลมยามนอนในเวลากลางคืน
แม้จะมีชายฉกรรจ์บางส่วนแวะพักอยู่ที่นี่ แต่ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่ล้วนหมดเรี่ยวแรงจนไม่อาจเดินทางต่อไปขอความช่วยเหลือจากเมืองอื่นได้ ทำได้เพียงยื้อชีวิตอยู่ในเพิงหญ้าแห่งนี้ พวกเขาเดินต่อไม่ไหวแล้วจริง ๆ
“พวกเขา...ไม่ได้ทอดทิ้งพวกเราหรือ?” ชายชราผอมโซพึมพำ เสียงแหบแห้งแผ่วเบา คล้ายไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง
หญิงชราที่อยู่ข้างกายเช็ดตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลัวเหลือเกินว่านี่จะเป็นเพียงความฝันก่อนสิ้นใจ
เด็กหนุ่มเกาะช่องว่างของเพิงหญ้าไว้แน่น มือกำเปลือกไม้ชิ้นเล็กที่แทะจนเหลืออยู่ พลางมองถุงเสบียงซึ่งแกว่งไกวอยู่บนรถม้า ริมฝีปากขยับเอ่ยว่า “ท่านพ่อ มีของกินจริง ๆ ด้วย...”
