ลำคอของเซี่ยชิงเฟิงราวกับมีบางสิ่งอุดกั้น แห้งผากและเจ็บแสบ
ก่อนสงครามจะยุติ ศพของเหล่าวีรชนทำได้เพียงเก็บไว้ในสถานที่พักศพชั่วคราว บัดนี้เพื่อป้องกันมิให้โรคระบาดแพร่กระจาย พวกเขาจึงต้องเผาศพเหล่านั้น
ทหารผ่านศึกนายหนึ่งพบใบหน้าคุ้นเคยอยู่ตรงมุม นั่นคือสหายร่วมรบที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายปี
เขาค่อย ๆ ย่อตัวลง ยื่นมือปิดเปลือกตาของอีกฝ่าย น้ำตาพลันไหลทะลักออกมา “สหายเอ๋ย เราตกลงกันแล้วว่าจะกลับบ้านไปด้วยกันทั้งเป็น ไฉนเจ้าจึงจากไปก่อนเสียเล่า...”
มือทั้งสองของเขาสั่นเทาขณะล้วงจดหมายจากบ้านที่เก่าขาดออกมาจากอกเสื้อของสหาย ลายมือบนกระดาษเลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก นั่นคือความห่วงใยจากครอบครัวของอีกฝ่าย ทว่ายามนี้กลับไม่มีวันส่งไปถึงมือเจ้าของได้อีกแล้ว
ฟ้าเริ่มมืด แสงอัสดงทอดลงบนผืนดินที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย
หย่งฉีโหวสวมเกราะหนักอึ้ง ก้าวขึ้นสู่แท่นตรวจพลด้วยฝีเท้าอันหนักหน่วง เบื้องล่างมีที่นั่งว่างเปล่าเจ็ดหมื่นแปดพันหกร้อยสามสิบสี่ตำแหน่ง ทุกตำแหน่งวางตะเกียงดินเผาไว้หนึ่งดวง
ตัวตะเกียงหยาบกระด้างเปล่งแสงริบหรี่ ประหนึ่งดวงตาคู่นับไม่ถ้วนที่หม่นแสงแต่ยังเปี่ยมความหวัง เฝ้ามองท้องนภาอย่างเงียบงัน รอคอยนายทหารผู้ไม่มีวันหวนคืน
ลมราตรีพัดผ่านด่าน เขาปลดผ้าคลุมสีชาดโยนลงในเตาไฟ ประกายไฟกระเด็นวาบขึ้น ราวกับผีเสื้อแดงนับไม่ถ้วนโบยบินสู่เวหา
“ยกทวน!”
เหล่าทหารที่รอดชีวิตกระแทกทวนศึกลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง เสียงโลหะกระทบหินดังกึกก้องจนฝุ่นที่เกาะอยู่บนกำแพงร่วงกราว นายกองร้อยทั้งหลายชักดาบประจำกายออกมา ใช้สันดาบเคาะเกราะอก เสียงโลหะทุ้มหนักก้องสะท้อนไปทั่วขุนเขา ราวกับดวงวิญญาณของผู้พลีชีพกำลังก้าวตามจังหวะกลองกลับมา
