ตั้งแต่เสิ่นเสี่ยวเวยกลับมาที่บ้านตระกูลเสิ่น อวี๋หว่านก็เอาแต่ใจเต้นระทึกไม่หาย ใช่เพราะกลัวนางเอกหรอก แต่กลัวจะแย่งมิติของนางเอกมาไม่ทันต่างหาก
ใช่แล้ว ในเดือนที่สามหลังจากข้ามภพมาโลกนี้ อวี๋หว่านตัดสินใจไม่รักษาสภาพมนุษย์อีกต่อไป!!!
เธอจะสลัดทิ้งศีลธรรมและจิตสำนึกของตัวเอง!
อวี๋หว่านในชาติก่อนก็เป็นสมบัติล้ำค่าที่พ่อกับแม่ทะนุถนอมขึ้นมากับมือ จู่ ๆ กลับข้ามภพมาอยู่ในหนังสือ สำหรับเธอแล้วไม่ต่างอะไรกับการถูกลักพาตัวเลย
หลังจากมาโลกนี้ ความทุกข์ที่ไม่เคยลิ้มรสในชาติก่อนก็ได้ลิ้มรสจนหมด แถมพอหางานทำได้ ยังต้องมานั่งเหยียบจักรเย็บผ้าในห้องอับ ๆ อีก
สวรรค์เอ๋ย ในชาติก่อนพวกนักโทษติดคุกนั่นแหละที่ต้องนั่งเหยียบจักรทุกวัน!
พอคิดว่างานนี้ยังต้องเปลืองแรงยั่วยวนผู้ชายถึงได้มา อวี๋หว่านก็หมายตายเป็นที่สุด
นับจากช่วงแรกที่สวดอ้อนวอนขอกลับบ้าน ต่อด้วยแช่งฟ้าดิน จนกระทั่งหมาข้างทางเดินผ่านยังอดถีบมันสักทีไม่ได้ สำหรับสตรีผู้โชคดีที่ฟ้าโปรดแล้ว อวี๋หว่านที่ไม่เห็นหน้าก็ตบฉาดสักฉาดนี่นับว่านางอารมณ์ดีมากแล้วล่ะ
อะไรนะ เจ้าว่ามิตินี้เป็นของเจ้างั้นรึ?
เขียนชื่อเจ้าหรือยัง คนที่ให้หยกห้อยคอเจ้ามาเป็นแม่แท้ ๆ ของเจ้าหรือเปล่า
ในหนังสือเขียนรายละเอียดที่มาของมิติไว้ มันคือสิ่งที่แม่แท้ ๆ ของร่างเดิมมอบให้เสิ่นเสี่ยวเวย
พูดแล้วก็บังเอิญ แซ่ของอวี๋หว่านเหมือนกับแม่แท้ ๆ ในชาตินี้ แซ่อวี๋เหมือนกัน
แม่แท้ ๆ ของนาง อวี๋อิงเจิน เป็นคุณหนูบ้านเจ้าที่ดิน เพราะเหตุความวุ่นวายเมื่อช่วงต้นปี ที่ดินและเรือนเก่าของตระกูลอวี๋ถูกยึดเป็นสมบัติหลวงไปหมด
แต่อวี๋อิงเจินแต่งงานเร็ว เลยแอบซ่อนสินสมรสไว้ไม่น้อย หยกห้อยคอนี้ก็คือหนึ่งในนั้น
ในเมื่อแต่เดิมมันก็ควรเป็นของที่อวี๋อิงเจินมอบให้ลูกสาว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดมากอีก
อวี๋หว่านแค่เอาของที่เป็นของตัวเองตั้งแต่แรกกลับคืนมาต่างหาก
ใช้เข็มทิ่มนิ้วให้เลือดออก อวี๋หว่านหยดเลือดลงบนหยกห้อยคออย่างระมัดระวัง แต่เลือดไม่ซึมเข้าไปในหยก กลับไหลหยดลงพื้น
เหลวแล้วงั้นรึ?
จู่ ๆ ไฟโทสะก็พลุ่งขึ้นในใจอวี๋หว่าน ทำไมนางต้องมาเกิดในยุคนี้ ทำไมนิ้วทองถึงเป็นของนางเอกได้แค่คนเดียว นางตัวประกอบตัวแสบอย่างนางไม่มีสิทธิ์มีงั้นสิ!
เมื่อนางไม่มีมิติ งั้นนางเอกก็อย่าหวังจะได้เหมือนกัน!
นางตัดสินใจหาอิฐสักก้อนมาทุบหยกห้อยคอจนเป็นผุยผง ตอนทำปากก็พลางบ่นไม่หยุด มือเกิดพลาดไปโดนคมก้อนอิฐบาดเป็นแผลยาว
โลหิตปริมาณมากไหลซึมตามก้อนอิฐหยดลงบนหยกที่กลายเป็นผุยผง ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกประหลาดเย็นวาบรอบกายอวี๋หว่าน นางเห็นหยกที่น่าจะแหลกเป็นผงเปล่งแสงนุ่มนวลออกมา แล้วทยอยดูดซับโลหิตบนพื้นไป
ยังไม่พอ
อวี๋หว่านมองดูแสงที่เริ่มหรี่ลงด้วยความร้อนรน ใช้ปากกัดแผลให้กว้างขึ้น เลือดก็ทะลักออกมาอีกคราหนึ่ง ทำอย่างนี้กลับไปกลับมาสิบกว่าครั้ง มือของอวี๋หว่านเต็มไปด้วยแผลแทะเละจนดูไม่ได้
เสียเลือดมากเกินไปทำให้นางรู้สึกหนาวสะท้าน แต่นางไม่ยอมแพ้ อย่างมากก็ให้มิตินี้ดูดเลือดนางให้หมด นางก็ไม่ได้อยากอยู่ในโลกนี้มากมายอยู่แล้ว
ผ่านไปพักหนึ่งหลังเกิดอาการมึนงงคลื่นเหียน อวี๋หว่านก็ปรากฏตัวบนพื้นที่ว่างเปล่า ใต้เท้าเป็นดินดำร่วนซุย ไม่ไกลออกไปมีแอ่งน้ำพุใสอยู่แอ่งหนึ่ง
นี่ก็คือมิติแห่งน้ำพุวิญญาณ?
อวี๋หว่านทรุดนั่งกับพื้น สมองช้าชักถึงได้สติย้อนหลังว่าตัวเองทำสำเร็จจริง ๆ!
【ติ๊ง! ยินดีกับโฮสต์ที่เปิดใช้งานมิติแห่งน้ำพุวิญญาณ!】
จู่ ๆ ก็มีก้อนแสงสีขาวก้อนหนึ่งผลุดออกมา เขยื้อนเข้ามาใกล้ ๆ อวี๋หว่าน
อวี๋หว่าน: ?
“เจ้าเป็นตัวอะไร?”
นางจำไม่ได้ว่าในหนังสือนางเอกมีระบบนี่? แล้วมิติเป็นแบบนี้หรือ นางจำได้ว่านางเอกก็แค่เก็บของได้เฉย ๆ คนเข้าไปไม่ได้ น้ำพุวิญญาณก็แค่วันละหยดเดียว แต่นี่ของนางน้ำพุตลิ่งจนไหลจ๊อก ๆ
ก้อนแสงน้อยโยกตัวไปมา 【โฮสต์ ข้าคือภูตประจำมิติของมิติเล็ก ๆ นี้จ้า รับหน้าที่ช่วยนายท่านเพาะปลูกพืชผล ดูแลไร่นา เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม นายท่านมีความต้องการอะไรก็มอบให้ข้าจัดการได้หมดนะ】
“ทำไมเจ้าดูดเลือดข้ามากมายนัก?”
ก้อนแสงน้อย: 【การเปิดมิติต้องใช้จิตวิญญาณของคู่สัญญา ยุคสุดท้ายสมัยนี้จิตวิญญาณเบาบาง ก็ได้แต่ใช้เลือดในร่างโฮสต์เป็นสื่อนำ ถ้าเลือดไม่พอ ต่อให้เปิดได้ก็ได้แค่เก็บของ ทำไร่ไถนาไม่ได้ การใช้น้ำพุวิญญาณก็ถูกจำกัดเช่นกันจ้า】
อ้อ ที่แท้มิติที่นางเอกในหนังสือเปิดก็เป็นรุ่นปรับลดนี่เอง
อวี๋หว่านเข้าใจแล้ว อดมีความสุขขึ้นมาไม่ได้
ฮี่ฮี่ ที่แท้โชคชะตาก็เข้าข้างนาง!
กำลังยิ้มอยู่ดี ๆ คนก็โครมลงกับพื้นเสียแล้ว ก้อนแสงนี่ยังรู้จักใจคนอยู่ พอเห็นอวี๋หว่านสลบ รีบขนน้ำพุวิญญาณก้อนหนึ่งมาป้อนให้
เสิ่นเสี่ยวเวยที่กำลังอารมณ์หงุดหงิดอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่น จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรหลุดออกจากร่างตัวเอง
นางค้นหาร่างตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าก็นึกไม่ออกว่าทำอะไรตกหาย สุดท้ายพอจับที่คอ ก็พบด้ายแดงเส้นหนึ่ง
ความทรงจำนางเลือนรางมาก จำไม่ได้ว่ามีอะไรอยู่บนนี้ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองใส่สร้อยตั้งแต่เมื่อไหร่
แค่รู้สึกแปลกมาก ตัวเองจะมาใส่ของเชย ๆ อย่างนี้ได้ยังไง ก็แค่ด้ายขาด ๆ เส้นเดียว
เลยดึงออก โยนทิ้งไปเลย
แต่ในใจยังมีความหงุดหงิดอ่อน ๆ รำไรอยู่ เสิ่นเสี่ยวเวยทำหน้ายักษ์ใส่ ตระกูลเสิ่นที่เหลือก็ไม่เอาใจร้อนไปแปะก้นเย็นของนางหรอก
ทั้งบ้านกินข้าวกันไปได้ไม่กี่คำ แม่เสิ่นก็ต้มน้ำซุปมาหม้อ กินกับข้าวเหลือเมื่อกี้อิ่มพุง
เสิ่นเสี่ยวเวยไม่อยากกิน พูดกับแม่เสิ่นอย่างไม่เกรงใจ: “เอาเงินกับคูปองอาหารมา ข้าจะไปกินที่ภัตตาคารของรัฐ ข้าไม่กินข้าวเหลือที่ตกพื้น สกปรกจะตาย”
แม่เสิ่นตวัดตามองนาง “ไม่อยากกินก็หิวไปซะ!”
เสิ่นเสี่ยวเวยเป็นลูกนาง ไม่ใช่บรรพบุรุษนาง ถ้าเป็นเด็กในบ้านคนอื่นทำอย่างนี้ นางคงฟาดฉาดไปนานแล้ว
กินข้าวทีเรื่องมาก ถ้าไม่ใช่นางหาเรื่อง พวกเขาจะกินข้าวเหลือต้องนี่หรือ?
เสิ่นเสี่ยวเวยก็เป็นคนดื้อรั้น บอกไม่กินก็ไม่ยอมกินสักคำจริง ๆ ตอนอยู่ในหมู่บ้าน ถ้านางไม่กินข้าว อวี๋อิงเจินจะมาคอยปลอบนาง มาขอโทษนางด้วยตัวเอง
นางนึกว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลกับตระกูลเสิ่นเหมือนกัน น่าเสียดายที่พ่อเสิ่นแม่เสิ่นก็เป็นคนรักตัวเองยิ่งกว่ารักลูก เสิ่นเสี่ยวเวยยอมหิวก็ปล่อยนางหิวไป ข้าวที่เหลือยังเอาไปเติมให้เสิ่นเจี้ยนเซ่อเพิ่มสักถ้วยได้
เรื่องสนุกของตระกูลเสิ่นไม่เกี่ยวกับอวี๋หว่าน อวี๋หว่านสลบไปครึ่งชั่วโมงถึงฟื้นขึ้นมา
นางลืมตายังทันดูมิติอีก ก็เร่งรีบออกไปเสียก่อน
ถึงมิติจะดูดเลือดนางไปมาก แต่บนพื้นก็ยังเปื้อนคราบเลือดอยู่ไม่น้อย ใครไม่รู้เรื่องมาเห็นคงนึกว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมใหญ่
ดีนะที่อวี๋หว่านถูพื้นสะอาดทันก่อนเพื่อนร่วมห้องจะกลับมา แถมยังเก็บกวาดก้อนอิฐที่เปื้อนเลือดนั่นไปด้วย
โจวลี่ลี่ประสาทจมูกดีเลิศ พอเข้าหอพักก็สูดจมูกฟุดฟิด “ข้าดมได้กลิ่นคาว ๆ นะ”
อวี๋หว่านเพิ่งใช้ผ้าพันแผลที่มือที่บาดเจ็บเสร็จ ยกขึ้นมาให้ดูอย่างเป็นธรรมชาติ
“เมื่อกี้ข้ามือไปโดนเหล็กที่บิ่นตรงหัวเตียงบาด เลือดออกไม่น้อย ดูหัวเตียงของเจ้าสิว่ามีตรงไหนบิ่น จะได้ไม่โดนบาด”
ร่างเดิมเคยโดนบาดมาก่อน อวี๋หว่านใช้ข้ออ้างนี้ก็ไม่มีใครสงสัย
โจวลี่ลี่เดินวนดูรอบเตียงตัวเอง พลางกดเหล็กที่บิ่นขึ้นมาตัวหนึ่งลงไป แถมยังขอบใจอวี๋หว่านด้วย
แต่มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าบาดเจ็บที่มือขวาได้ไง พรุ่งนี้ไปทำงานยังไงล่ะ?”
อวี๋หว่าน: ……
บางทีคนเราก็เถรตรงไม่ได้เรื่องจริง ๆ เลยนะ งาน งาน ทำงานบ้า ๆ น่ะใครมันจะอยากทำกัน!