บ้านเกิดความโกลาหลขนาดนี้ เสิ่นเสี่ยวเวยกับน้องชายคนเล็กของตระกูลเสิ่นก็ตีกันต่อไปไม่ไหวแล้ว
น้องชายคนเล็กของตระกูลเสิ่นเสียดายเนื้อของตัวเอง รีบแย่งเนื้อกับคนอื่น
ส่วนเสิ่นเสี่ยวเวยนั้นถูกเบียดจนล้มลงกับพื้น อวี๋หว่านเข้าไปดึงขึ้นมา กลับถูกนางผลักออก “ไปให้พ้น อย่ามาทำเป็นมีน้ำใจ!”
อวี๋หว่านก็ไม่ขัดเคือง กล่าวกับคุณแม่เสิ่นว่า “แม่คะ แม่พาเสี่ยวเวยกับหมิงลี่ไปล้างหน้าล้างตาในห้อง แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะเจ้าคะ ทางนี้หนูจัดการเอง”
บนตัวคุณแม่เสิ่นกระเซ็นไปด้วยน้ำซุปและคราบน้ำมันไม่น้อย ปกตินางรักความสะอาด มีลูกสาวคนโตช่วยก็ไม่ยืนกราน
“ได้ ระวังหน่อยล่ะ อย่าไปเก็บเศษกระเบื้อง ให้พ่อกับพี่ชายของลูกเก็บ ระวังเป็นแผลที่มือ พรุ่งนี้ลูกไปทำงานต้องเหยียบจักรเย็บผ้าด้วย”
อวี๋หว่าน: ……
อยู่ ๆ ก็อยากทำมือให้เป็นแผลขึ้นมา
อ้อ เกือบลืมไป ช่วงนี้กำลังนิยมความอดทนบากบั่น ต่อให้มือนางบาดเจ็บจริง ๆ ก็ต้องไปทำงานอยู่ดี
“อืม ค่ะ”
ภายนอกดูเชื่อฟัง แต่ในใจกำลังสาปส่งอยู่นั้น อวี๋หว่านก็หันไปหยิบอุปกรณ์มาทำความสะอาดพื้น
ข้าง ๆ เสิ่นเสี่ยวเวยมองดูพวกนางแม่ลูกแสดงความรักกัน ก็ส่งเสียงเย็นชาอีกครั้ง
“หึ!”
คุณแม่เสิ่นยังไม่ทันให้นางเย้ยหยันอวี๋หว่านต่อ ก็ดึงแขนนางเข้าไปในห้องด้านในเสียก่อน
นางนับว่ามองออกแล้วว่าลูกสาวแท้ ๆ คนนี้ทำเรื่องวุ่นวายได้ขนาดไหน ไม่มีความรู้สึกผูกพันกันแต่แรก บ้านก็มีลูกเยอะ แล้วยังมีเด็กไม่รู้เรื่องอีกคน คุณแม่เสิ่นเองก็เริ่มไม่อดทนแล้ว
จัดการเก็บกวาดห้องนั่งเล่นเสร็จ ส่งคนไม่เกี่ยวข้องในบ้านออกไปหมด ท้องฟ้าก็มืดค่ำแล้ว อวี๋หว่านกล่าวกับคุณพ่อเสิ่นว่า
“พ่อคะ หนูกลับโรงงานก่อนนะคะ พ่ออย่าเก็บเรื่องวันนี้มาคิดเลย เสี่ยวเวยคงพึ่งกลับมา ยังไม่ค่อยวางใจ พวกพ่ออยู่ด้วยกันอีกหน่อยก็ดีขึ้นเองเจ้าค่ะ”
คุณพ่อเสิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ ในมือคีบบุหรี่มวนหนึ่ง สูบพลางไม่ปริปากใด ๆ
พอได้ยินคำพูดของอวี๋หว่าน ก็พยักหน้า “ให้พี่ชายของลูกขี่จักรยานไปส่งลูก และก็…”
เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง คุณพ่อเสิ่นกล่าวต่อ “ช่วงนี้ลูกอย่าเพิ่งกลับบ้าน ตั้งใจทำงานก่อน”
อวี๋หว่านชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็หลุบสายตาพยักหน้า
สายลมโชยเย็นเล็กน้อย อวี๋หว่านนั่งอยู่บนเบาะหลังของจักรยาน มองดูผู้คนที่แต่งกายเรียบง่ายระหว่างทาง และแถบป้ายใหญ่ข้อความสีแดง ‘เร่งทำงาน ทะยานนำหน้า ไล่ตามอังกฤษอเมริกา’ บนกำแพง
บนท้องถนนไม่มีรถยนต์ที่ติดขัด สองข้างทางก็มีร้านค้าประปราย ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองของเมืองทันสมัย แต่สีหน้าท่าทางของทุกคนล้วนแข็งแรงดีและมองโลกในแง่ดี
คงคิดว่าความเงียบงันของอวี๋หว่านคือกำลังเศร้าใจ ครึ่งทางหลังจากเรียบเรียงถ้อยคำที่คิดไว้ในใจอยู่นาน เสิ่นเจิ้นหัวก็เอ่ยขึ้นทันที
“เสี่ยวหว่าน พ่อไม่ให้ลูกกลับไปเพราะกลัวเสี่ยวเวยจะรังแกลูก พ่อกับแม่เป็นห่วงลูกมากในใจ พี่เติบโตมากับลูก ก็จำได้แค่ว่าลูกคือน้องสาวคนเดียวนี้ อย่าเศร้าไปเลย”
คำพูดพวกนี้ฟังเฉย ๆ ก็พอ ถ้าจริงจังขึ้นมา อวี๋หว่านคงถูกกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่ก้างกระดูก
คนในครอบครัวตระกูลเสิ่นมีเล่ห์เหลี่ยมไม่น้อย
ในหนังสือ หลังจากเสิ่นเสี่ยวเวยคุณหนูแท้กลับมาแล้ว ก็ดูถูกตัวเอกหญิงมาโดยตลอด
เริ่มจากแย่งโอกาสนัดบอดระหว่างตัวเอกหญิงกับลูกชายผู้อำนวยการโรงงาน จากนั้นก็วางแผนให้ตัวเอกหญิงแต่งงานกับชายที่อายุมากกว่านางสิบปี
หลังจากแต่งงานตัวเอกหญิงถึงได้รู้ว่าคนคนนี้ไม่เพียงมีลูกสามคน ยังทารุณกรรมจนเมียเก่าตายไปสองคน!
ตัวเอกหญิงกลายเป็นคู่เปรียบเทียบชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของตน ถูกซ้อมจนแท้งไปหลายสิบครั้ง จนอายุยี่สิบห้าปีก็ปลิดชีพตัวเอง
คุณพ่อเสิ่นกับคุณแม่เสิ่นรู้ชัดถึงเรื่องของชายทารุณกรรม ก็ยังรับสินสอดสามร้อยหยวน แต่งลูกสะใภ้ให้พี่ชายใหญ่ด้วยใบหน้าชื่นบาน
หลังจากตัวเอกหญิงถูกซ้อมจนหนีกลับมาขอความช่วยเหลือ พวกเขากลับบอกว่านางไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเขา อย่าดื้อรั้นไปกันใหญ่ และยังให้พี่ใหญ่เสิ่นส่งตัวเอกหญิงกลับไป
สิ่งที่รอคอยตัวเอกหญิงคือการถูกซ้อมอย่างหนักอีกครั้ง
ทุกคนล้วนด่าว่าเป็นชายทารุณกรรมที่เหี้ยมโหดไร้มนุษยธรรม ทำให้เมียต้องตายอีกแล้ว แต่ในสายตาของอวี๋หว่าน การเพิกเฉยของคนในตระกูลเสิ่นต่างหากคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเอกหญิงสิ้นหวังถึงที่สุด
เมื่อหิมะถล่ม ไม่มีสะเก็ดหิมะไหนที่จะบริสุทธิ์
และหลังจากตัวเอกหญิงตายไป คู่พ่อแม่ราคาถูกพวกนี้ก็พลันนึกถึงความดีของตัวเอกหญิงขึ้นมา หาคนที่ทำร้ายนางเอาคำตอบ บีบให้เขาให้เงินชดเชยสองร้อยหยวน แล้วใช้เงินนั้นซื้องานเด็กฝึกช่างจักรยานให้ลูกชายคนเล็กของตน
แถมยังใช้เส้นสายของชายทารุณกรรมดึงลูกสาวคนเล็กกลับจากชนบทเข้าเมืองอีกด้วย
พูดได้ว่า ยกเว้นตัวเอกหญิงแล้ว ทั้งบ้านสมหวังกันถ้วนหน้า
พ่อแม่ตระกูลเสิ่นเจ้าเล่ห์เกินไป อวี๋หว่านกลัวว่าอยู่กับพวกเขานาน ๆ จะพลาดท่าถูกจับได้
อาศัยข้อมูลในหนังสือ ได้รู้จักพระเอกเหลียงอี้อันก่อน แล้วจึงอาศัยเส้นสายของเขาในฐานะลูกชายผู้อำนวยการโรงงานฝ้าย ถึงจะมีชื่อสมัครสอบคัดเลือกคนงานได้
ระบบงานตอนนี้คือทุกตำแหน่งมีคนจับจองหมดแล้ว แม้แต่จะรับสมัครยังมองหาแต่ญาติพนักงานในโรงงาน คนนอกแม้แต่ข้อมูลการรับสมัครยังไม่เห็นเลย
หลังจากสอบติดแล้ว อวี๋หว่านก็เสนอว่าจะย้ายไปอยู่หอพักของโรงงาน ตอนแรกพ่อกับแม่ก็ไม่ยินยอม ถ้าอวี๋หว่านไม่อยู่บ้าน ใครจะซักผ้าทำกับข้าวให้พวกเขา?
แถมยังออกปากตรง ๆ เลยว่า จะให้อวี๋หว่านส่งค่าแรงสิบห้าหยวนทุกเดือน
โรงงานปั่นฝ้ายนั้น สามปีแรกที่เข้าใหม่ล้วนเป็นคนงานฝึกหัด ค่าแรงเดือนละสิบแปดหยวน นั่นก็หมายความว่า อวี๋หว่านจะมีเงินไว้ใช้แค่สามหยวนเท่านั้น
อวี๋หว่านเกือบหลุดปากด่าออกไปแล้ว แต่ทันทีที่คิดว่าถ้าตนกล้าต่อว่า พรุ่งนี้พ่อแม่ตระกูลเสิ่นก็คงกล้าประณามนางเป็นสายลับ จึงอดทนไว้
เดิมทีเพียงแค่คิดจะเพิ่มค่าความรู้สึกดีของเหลียงอี้อันขึ้น ทางานได้แล้วก็ทิ้งเสีย ตอนนี้ยังต้องใช้เขาต่อไปอีกหน่อย
อวี๋หว่านบอกเรื่องที่ตนคบกับลูกชายโรงงานฝ้ายออกไป แล้วทำท่าทางเขินอายไม่กล้ามองพวกเขา แถมยังดูตั้งหน้าตั้งตารอคอย
พ่อแม่ตระกูลเสิ่นพลันตาเป็นประกาย เปลี่ยนใจทันที อนุญาตให้อวี๋หว่านไปอยู่หอพัก ทั้งยังกำชับให้นางคบหากับเหลียงอี้เซียวให้ดี ๆ ส่วนค่าแรงที่ต้องส่งทุกเดือนก็ลดเหลือเก้าหยวน
พูดได้ว่า ทุกวันนี้ตระกูลเสิ่นที่อยู่ข้างอวี๋หว่านเป็นเพราะผลประโยชน์จากนางนั้นใหญ่พอ ไม่ใช่เพราะมีเยื่อใยอะไรต่อนาง
ตัวเอกหญิงในหนังสือไม่มีงานทำ แถมยังไม่ได้คบกับลูกชายโรงงานฝ้าย
หลังจากเสิ่นเสี่ยวเวยกลับมาแล้วก็ด่าทอตัวเอกหญิงไล่นางออกไป ทั้งครอบครัวก็มองดูเฉย ๆ เสิ่นเสี่ยวเวยจึงไม่ได้มีเหตุให้คว่ำโต๊ะ จนทั้งตึกต่างพากันมาดูเรื่องสนุกสนาน
ส่วนพี่ใหญ่เสิ่นที่คอยช่วยพูดดีแทนตนอยู่เสมอและยังปลอบใจตน อวี๋หว่านประเมินว่าเป็นคนดีที่ครบเครื่องด้วยอบายมุข เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากเรื่องในหนังสือ
ตระกูลเสิ่นไม่มีคนโง่ เสิ่นเจิ้นหัวไม่ต้องทำอะไรเลย ทรัพยากรของตระกูลเสิ่นก็จะเอียงมาทางเขา ขอเพียงเชื่อฟังพ่อแม่เสิ่น ก็จะมีชื่อเสียงที่ดีว่าเป็นคนกตัญญูอ่อนโยน เขายังไงก็ยินดีสวมบทเป็นคนดี
แม้อวี๋หว่านจะไม่ชอบขี้หน้าเสิ่นเจิ้นหัวสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เสียหายที่จะทำดีกับเขา
ทางไม่ค่อยราบเรียบ จักรยานโยกไปมาสองสามครั้ง อวี๋หว่านสวมกอดเอวพี่ใหญ่ไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบา
“พี่ใหญ่ ขอบใจนะคะ ในใจของหนู พวกพี่ก็คือครอบครัวของหนูตลอดไป”
เสิ่นเจิ้นหัวแปลกใจมาก อวี๋หว่านไม่ค่อยอ้อนเขานัก แต่เมื่อนึกถึงเสิ่นเสี่ยวเวยที่จิกกัดไม่ปล่อย ก็เข้าใจว่าทำไมน้องสาวถึงไม่สบายใจ
อย่างไรก็เป็นน้องสาวที่เห็นมาตั้งแต่เล็ก แม้ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข ก็ยังมีความผูกพันกันอยู่
พี่ใหญ่เสิ่นส่งอวี๋หว่านถึงหน้าประตูโรงงานฝ้ายแล้ว ยังล้วงกระเป๋ากางเกงยัดเงินให้อวี๋หว่านหนึ่งหยวน
“ลูกยังไม่ได้กินข้าวสักสองคำ ตอนนี้โรงอาหารของโรงงานก็ไม่มีข้าวแล้ว เอาเงินไปซื้อขนมไข่มารองท้องก่อนละกัน”
ดวงตาใสดุจธาราของเด็กสาวโค้งงอเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เอ่ยอย่างสนิทสนมเป็นธรรมชาติว่า “ขอบคุณนะคะพี่ใหญ่!”
เสิ่นเจิ้นหัวยืนอยู่ตรงนั้น มองร่างระหงบางนั้นลับตาไป จึงสูดลมหายใจลึก สูดรับความเย็นของสายลม พลางขี่จักรยานจากไป
หลังจากกลับมาถึงหอพัก เห็นเพื่อนร่วมห้องยังไม่กลับมา อวี๋หว่านก็ล็อคประตูทันที
พออยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว นางจึงเก็บซ่อนความเชื่อฟังที่แสร้งทำต่อหน้าคนตระกูลเสิ่น หยิบจี้หยกชิ้นหนึ่งจากกระเป๋าเสื้อด้านในออกมาอย่างระมัดระวัง
นี่คือของที่เมื่อครูนางฉกมาจากคอของเสิ่นเสี่ยวเวย จี้หยกมีสีเรียบเนียนสดใส รูปทรงเป็นหยกวงแหวนผูกสันติวงศ์