หลายวันติดต่อกัน ดูตัวชายหนุ่มไปสิบกว่าคน ล้วนแต่หน้าตาอัปลักษณ์ สู้ผู้ชายในชนบทก็ไม่ได้ เสิ่นเสี่ยวเวยขำจนเจียนบ้า
นางไม่ใช่คนที่ชอบเก็บกด เริ่มโวยวายอยู่บ้านให้พ่อแม่ไปตามอวี๋หว่าน ให้เอางานของนางมามอบให้ตน!
พ่อเสิ่นแม่เสิ่นไม่โง่ ให้ลูกสาวคนโตที่ว่านอนสอนง่ายยกงานให้ลูกสาวที่ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับตนคนนี้ เสิ่นเสี่ยวเวยคงไม่ยอมส่งเงินให้ทุกเดือนหรอก
แล้วก็ งานอยู่ในมือของลูกสาวคนโต พอนางแต่งงานแล้ว งานนี้ยังเอามาให้หมิงฮุยได้ ลูกชายคนเล็กของตนก็ไม่ต้องไปชนบท
ให้เสิ่นเสี่ยวเวย?
ก็คือโยนเนื้อให้หมา
ที่สุดแล้ว ลูกสาวสำหรับพ่อแม่สองคนนี้ก็เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ว่าลูกเลี้ยงหรือลูกแท้ๆ ก็เหมือนกันหมด
การปฏิเสธของพ่อเสิ่นแม่เสิ่น ในสายตาของเสิ่นเสี่ยวเวยก็คือลำเอียงเข้าข้างอวี๋หว่าน!
ยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียด ยิ่งคิดก็ยิ่งอิจฉา นางอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ถ้าอวี๋หว่านหายไปก็คงดีสิ ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกเกินไปสำหรับนาง ให้นางอยู่ไม่เป็นสุขไปชั่วชีวิตถึงจะใช่
คำของคนรุ่นก่อนพูดถูก
ลูกหลานไม่ปรองดอง ส่วนมากก็เพราะพ่อแม่ไร้คุณธรรม
อวี๋หว่านไม่มีทางรู้ถึงความคิดของเสิ่นเสี่ยวเวย
ช่วงนี้ นางก็ไม่ว่างเช่นกัน ในเมื่อมีมิติแล้ว นางก็จะได้ไปสะสมเสบียง เตรียมตัวล่วงหน้าก่อนไปชนบท
นางทำงานที่โรงงานปั่นฝ้ายมาสามเดือน หักเงินที่ส่งให้ที่บ้านครึ่งหนึ่งในแต่ละเดือนแล้วควรจะได้ 27 หยวน แต่ต้องไม่กินไม่ดื่มถึงจะได้
อวี๋หว่านข้ามภพมา ไม่ใช่กลายเป็นเซียน ยังต้องกินข้าวใช้ชีวิตทุกวัน
โรงงานปั่นฝ้ายจะแจกคูปองข้าวให้คนงาน แต่ไปซื้อข้าวที่โรงอาหารก็ต้องใช้เงิน ข้าวสาร 2 เฟินต่อหนึ่งเหลียง อวี๋หว่านกินได้สองเหลียง หมั่นโถวฮวาเจวี่ยน 2 เฟินต่อชิ้น เส้นหมี่แพงหน่อย 5 เฟินต่อชาม ถ้าเติมเครื่องเค็มอีกก็ราคาต่างหาก
กับข้าวผักล้วนจานละหนึ่งเหมา มีหมูสับหรือไข่หน่อยหนึ่งก็เหมาห้าต่อจาน กับข้าวเนื้อสัตว์จานละ 3 เหมาขึ้นไป อวี๋หว่านกินไม่ไหว ทุกครั้งที่อยากกินต้องอาศัยเหลียงอี้อัน
ประหยัดขนาดนี้ ในหนึ่งเดือนนางยังต้องใช้หกเจ็ดหยวน ดีที่ทำงานที่โรงงานปั่นฝ้าย ซื้อผ้าราคาถูกได้บ้าง อวี๋หว่านตัดชุดชั้นในกับผ้าอนามัยแบบผ้าให้ตัวเองหลายชิ้น
พูดถึงผ้าอนามัยแบบผ้า นี่ก็เป็นสิ่งที่อวี๋หว่านปรับตัวยากที่สุดตอนข้ามภพมา
ตอนนี้ผ้าอนามัยเป็นของหายากและของหรูหราอย่างแท้จริง มีขายแค่ห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งเซี่ยงไฮ้ หรือร้านค้ามิตรภาพสำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น
ในเมืองหลัวไม่มีเลย ถึงมีอวี๋หว่านก็ซื้อไม่ไหว ไม่ต้องพูดถึงราคา แค่คูปองแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนางก็ไม่มี
อวี๋หว่านทำได้แค่บังคับตัวเองให้ชินกับผ้าอนามัยแบบผ้า บังคับตัวเองให้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยนี้
ข้างหลังนางร้องไห้ไปมากเท่าไหร่ มีแต่นางเองที่รู้
ในผ้าอนามัยแบบผ้าสามารถรองด้วยกระดาษชำระได้ อวี๋หว่านมักซื้อราคาหนึ่งเหมาต่อหนึ่งปึก กระดาษแบบนี้มีรอยย่นดูดซึมน้ำได้ดีกว่า หนึ่งเดือนใช้สองเหมา
แล้วก็แปรงสีฟันก็เปลี่ยนอันใหม่ ของใช้ส่วนตัวพวกนี้ แม้จะเป็นร่างเดิม นางก็รับไม่ได้ที่จะใช้ต่อ
เงินซื้อของพวกนี้ตอนแรกก็หยิบยืมเหลียงอี้อันมาสิบหยวนกับคูปองข้าวอีกจำนวนหนึ่ง พ่อเสิ่นแม่เสิ่นแม้จะยอมให้นางอยู่หอ แต่ก็ไม่ได้ให้เงินนางกินข้าว อวี๋หว่านเก็บเงินเดือนสามเดือนถึงใช้คืนหมด
ลองคำนวณดูสิ ในมือนางมีแค่สามหยวนเจ็ดเหมาห้าเฟิน
อวี๋หว่าน: ...
พอคิดว่าแม่เสิ่นยังถือเงินเดือนครึ่งหนึ่งของนางอยู่ นางก็โกรธจนตาแดง
ร่างนี้ไม่ดีตรงนี้ ต่อมน้ำตาไวเกิน ใจอ่อนไหวนิดหน่อยก็น้ำตาคลอ
ร่างเดิมก็เป็นเด็กดี ไม่รู้จักขอเงินค่าขนมกับพ่อแม่เอง จริงๆแล้ว ถ้าขอไป พ่อเสิ่นแม่เสิ่นก็ไม่จำเป็นต้องให้ เพราะแม่เสิ่นเป็นคนประเภทที่ทุกครั้งให้นางไปซื้อกับข้าว เหลืออีกกี่เฟิน ยังต้องขอคืน
ช่างเถอะ เงินนี่เก็บไว้กินข้าวดีกว่า พอดีเพื่อนร่วมห้องโจวลี่ลี่ชวนนางไปกินข้าวที่โรงอาหาร
ปกติคู่หูกินข้าวของอวี๋หว่านคือเหลียงอี้อัน แต่เหลียงอี้อันเป็นคนขับรถของหน่วยขนส่งโรงงาน เวลาที่เขาออกไปขนของข้างนอก อวี๋หว่านก็กินข้าวคนเดียว
โจวลี่ลี่ดึงนางไปที่ช่องขายข้าวด้วยกัน พูดยิ้มๆว่า “พวกเราเร็วหน่อย วันนี้โรงอาหารมีหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว คนตักกับข้าวเป็นน้าสาวของฉัน เดี๋ยวให้ตักให้เยอะๆ เชิญเธอกินด้วยกัน”
อวี๋หว่านเร่งฝีเท้าขึ้นเงียบๆ นางสั่งข้าวสวยสองเหลียง ผัดเส้นมันฝรั่งหนึ่งจานเหมือนเคย อาศัยบุญของโจวลี่ลี่ พี่สาวคนตักกับข้าวไม่ยักมือสั่นเลย แถมแอบตักน้ำแกงราดบนข้าวสวยให้นางอีกหนึ่งช้อน
อวี๋หว่านยื่นคูปองข้าวกับเงินในมือส่งให้ พี่สาวยิ้มให้นาง รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนมาก
โอ้โฮ นี่มันของหายากเลยนะ
สมัยนี้ พวกที่ได้ทำงานในโรงอาหารน่ะ ล้วนเชิดคางสูงทั้งนั้น
ป้าประจำโรงอาหารโรงงานท่าทางยังดีอยู่บ้าง ถ้าไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ พนักงานนิสัยไม่ดีถึงขั้นต่อยลูกค้าได้เลย คนงานสมัยนี้ถือชามข้าวเหล็ก ต่อยลูกค้าแล้วก็ไม่ถูกไล่ออก
กินข้าวหลวงนี่แหละทำให้อหังการนัก
ตอนกินข้าว โจวลี่ลี่คีบหมูให้อวี๋หว่านไม่หยุด
พ่อครัวใหญ่ของโรงอาหารมีใบประกอบอาหารระดับสอง ฝีมือทำกับข้าวรสชาติดีมาก แล้วก็หมูที่เลี้ยงสมัยนี้โดยทั่วไปยังเป็นหมูดำพื้นเมือง เนื้อหอมจริงๆ แถมเด้งสู้ฟัน หอมกว่าเนื้อหมูที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนแบบโตเร็วในยุคหลังเยอะ
อวี๋หว่านได้กินหมูอร่อยเหาะไปเลย ก็ไม่ได้เกรงใจ โจวลี่ลี่อุตส่าห์เลี้ยงข้าว คงมีเรื่องจะขอร้องนาง
เวลานี้คงไม่มีใครเลี้ยงข้าวคนอื่นเปล่าๆ ข้าวกับเนื้อมีค่าขนาดไหน ต่อให้ไปเป็นแขกบ้านใครก็ต้องเลี่ยงเวลากินข้าว หรือไม่ก็เอาข้าวของตัวเองไป ไม่งั้นจะไปอ้าปากกินข้าวชาวบ้านได้ยังไง
ในโรงอาหารคนเยอะ ไม่ใช่ที่พูดคุย
กลับมาถึงหอพัก โจวลี่ลี่ก็รอไม่ไหวแล้ว “อว่านหน่า ที่จริงน้าสาวของฉันให้ฉันมาถามเธอว่า งานของเธอจะขายไหม?”
โจวลี่ลี่ก็พูดตรง ไม่มีอ้อมค้อมกับนาง
“ฉันรู้ว่าเธอลำบากใจว่าจะยกงานให้เสิ่นเสี่ยวเวยดีไหม ในความคิดของฉัน เธอแค่ติดหนี้พระคุณเลี้ยงดูของพ่อแม่เธอ เธอไม่ได้ติดหนี้อะไรเสิ่นเสี่ยวเวย”
“ถ้าเธอลำบากใจ ขายงานแล้วเอาเงินส่วนหนึ่งให้พวกเขาเป็นการตอบแทน น้าสาวของฉันบอกว่าจะให้เพิ่มตามราคาตลาดอีกสองร้อยหยวน”
ความหมายก็คือ แค่ให้เธอไม่มีงาน เธอก็ไม่ต้องลำบากใจอีก
ฉลาดจริงๆ
อวี๋หว่านชื่นชมในใจเงียบๆ
นางคิดไม่ถึงว่า คนแรกที่เสนอจะซื้องานของนางคือโจวลี่ลี่เพื่อนร่วมห้องของนาง
ถึงแม้ฟางฟางจะนินทาเรื่องของตระกูลเสิ่นไปตามที่คาดจริง แต่เพิ่งผ่านไปแค่สองวัน คนพวกนั้นก็แค่ฟังเรื่องนินทา ยังไม่ทันฉุกคิดว่านี่คือโอกาสซื้องาน
นางทำท่าลังเล โจวลี่ลี่ดูแล้วมีหวัง ก็สานต่อไม่ลดละ
“น้าสาวของฉันซื้องานเพื่อลูกสาวของน้าเองด้วย หลานสาวคนนั้นของฉัน สุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก อายุเพิ่งสิบสี่ จบมัธยมต้นใหม่ๆ คนจากหน่วยงานส่งเสริมก็มาถึงบ้านเร่งให้ไปชนบท นางยังเด็กขนาดนั้น น้าสาวของฉันอาลัยนัก”
พูดถึงตรงนี้ โจวลี่ลี่ก็เริ่มถอนหายใจ “ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้โรงเรียนมัธยมปลายปิดหมด ไม่มีที่เรียน ไม่ยังงั้นน้าสาวของฉันคงให้นางเรียนต่อมัธยมปลายแน่”
อายุสิบสี่ ยังเป็นเด็ก ต้องไปชนบทเป็นยุวศึกษาทำงานในไร่ บางทีอาจไปทั้งชีวิตไม่ได้กลับมา
ช่วงนี้น้าสาวของโจวลี่ลี่ร้อนใจจนปากพุพองไปหมด พอนึกถึงลูกสาวที่เรียบร้อยน่ารักต้องไปชนบท ก็ร้องไห้ไม่หยุด
โจวลี่ลี่เลยเล่าเรื่องของอวี๋หว่านเพื่อนร่วมห้องให้น้าสาวฟัง นางก็ไม่แน่ใจว่าจะเกลี้ยกล่อมให้อวี๋หว่านขายงานได้หรือไม่ แต่น้าสาวของนางเด็ดขาดกว่านาง ไปยืมเงินมาตั้งแต่วันนั้นเลย
มองสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของโจวลี่ลี่ อวี๋หว่านก็ไม่ถือตัวอีกต่อไป นางถามว่า “พวกคุณเตรียมเงินไว้แล้วหรือยัง สูงกว่าราคาตลาดสองร้อย ก็ต้องหนึ่งพันหยวนนะ”
ราคานี้สูงมากจริงๆ เด็กฝึกงานโรงงานปั่นฝ้ายเงินเดือน 18 หยวน คนงานประจำ 25 หยวน หมายความว่าเงินก้อนนี้ต้องไม่กินไม่ดื่มห้าปีถึงจะเก็บได้