อวิ๋นอี้สูดลมหายใจเข้าลึก มองไปทางหลี่มั่วเสวียน
"คุณหลี่ ช่วยรอสักครู่ ข้าไปจัดการเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องถ้ำกระดูกขาวกัน!"
หลี่มั่วเสวียนปฏิเสธทันที
"ไปด้วยกันเถอะ!"
อวิ๋นอี้ค่อย ๆ พยักหน้า
"ก็ได้!"
ทว่าเขาก็ยังไม่วางใจอยู่ดี จึงเอ่ยปากอีกสองประโยค
"ข้ารู้ว่าคุณหลี่แข็งแกร่ง แค่พวกพรรคมารดาราทมิฬนี่มันร้ายกาจและมีเล่ห์เหลี่ยม ช่ำชองพิษร้าย คุณหลี่ไม่เคยสัมผัสกับพวกมันมาก่อน ระวังพลาดท่าเสียที อย่าให้ต้องเดือดร้อนเพราะหุบเขาเซียนอวิ๋นของข้าเด็ดขาด!"
หลี่มั่วเสวียนยิ้มน้อย ๆ ไม่พูดอะไรมาก
"ก็ได้!"
เฒ่าอวิ๋นอี้ใจดีใช้ได้
กลุ่มคนเคลื่อนพลอย่างดุดันมาถึงหน้าประตูเขาของหุบเขาเซียนอวิ๋น
ในลานหน้าอันราบเรียบและเปิดโล่ง
มีชายสามคนยืนอยู่ สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ หน้าตาหมองคล้ำราวกับมีฝ้าปกคลุม ใบหน้ามีรอยสักแปลกประหลาด มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของดีแน่นอน
หลี่มั่วเสวียนกวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจ
ขั้นยุทธ์วิญญาณหนึ่งคน ขั้นเทพนักรบสูงสุดสองคน
ทั้งหมดเป็นขยะ!
ทว่าสีหน้าพวกเขากลับโอหังกว่ากันทีละคน ๆ
ชูจมูกเชิดรั้นกันทุกคน ถ้าฝนตกสงสัยน้ำคงไหลย้อนเข้ารูจมูกแน่
แม้จะถูกลูกศิษย์หุบเขาเซียนอวิ๋นล้อมไว้ แต่พวกมันก็ไร้ร่องรอยหวาดหวั่น
กลับกัน ลูกศิษย์หุบเขาเซียนอวิ๋นที่อยู่โดยรอบกลับมีสีหน้าหวาดผวา
อวิ๋นหลานเอ่ยขึ้นก่อน
"อินอู๋ เจ้าต้องการอะไรกัน? วิ่งมาที่หุบเขาเซียนอวิ๋นของข้าทุกวัน ยั่วยุไม่เลิก คิดว่าหุบเขาเซียนอวิ๋นของข้าไม่มีใครแล้วรึ?"
อินอู๋ ชายวัยกลางคนระดับขั้นยุทธ์วิญญาณ หัวเราะแหบแห้งอย่างมีเลศนัย
"ยั่วยุ? นี่ไม่ใช่การยั่วยุ พวกเราพรรคมารดาราทมิฬมาเยี่ยมเยียนและประลองฝีมืออย่างเปิดเผย แต่ว่าพวกหุบเขาเซียนอวิ๋นกลับหัวหดเหมือนเต่า ไม่ก็ไม่กล้าประลอง ไม่ก็หาเหตุหลีกเลี่ยงการต่อสู้!"
