ลู่หลีเดินมาข้าง ๆ ทั้งสอง รอคอยให้พวกเขาเอ่ยปากอย่างใจจดใจจ่อ
“ทำไมสวมหน้ากาก?”
มิเรลล่ายื่นมือไปแตะหน้ากากบนใบหน้าเฟินหนี
“อย่ามอง” เฟินหนีรีบหยุดการกระทำของเธอ “ใบหน้าฉันทำให้คนผิดหวัง”
เปลวไฟลุกโชนขึ้นในโถงใหญ่
เฟินหนีกางปีกปิศาจออก บังเศษกระจกที่ร่วงหล่นลงมาท่ามกลางเสียงตูมตาม
เขาใช้วิชาภาพลวง
นอกจากมนุษย์ที่ราชันคุ้มครองผู้นั้นแล้ว ก็ไม่น่ามีใครมองเห็นร่างจริงและปีกของเขาได้
มิเรลล่าปลดแถบผ้าปิดตาลง
สายตาจับจ้องไปที่ปีกสีดำตรงหน้า เธอรับขนนกเส้นหนึ่งที่เฟินหนีกระพือปีกร่วงลงมาไว้
แล้วโน้มตัวเสียบขนนกเส้นนั้นลงบนหน้ากาก
“ขนนกปลอมไม่สวยเท่าขนนกจริง คราวหน้าอย่าสวมหน้ากากอีกเลย”
หูของเฟินหนีแดงก่ำ
ทันใดนั้นเขาก็ลืมคำพูดและการกระทำที่เตรียมไว้เสียสนิท รีบร้อนล้วงเอาแผ่นเลื่อมแวววาวพวงใหญ่จากกระเป๋ายัดใส่มือมิเรลล่า “อันนี้ให้เธอ”
แล้วหันหลังกลับพูดอย่างเย็นชาว่า “ฉันคือเอ็นพีซี”
ลู่หลีมองเฟินหนี “ว้าว เจ้านี่ทื่อจริง ๆ”
ร่างของเฟินหนีหายวับไปในเปลวไฟ มิเรลล่าอดหัวเราะไม่ได้ เธอกำพวงแผ่นเลื่อมนั้นไว้แน่น “หนีไปอีกแล้ว”
-
ชนชั้นสูงบางคนนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร พวกเขากินอย่างตะกละตะกลาม เริ่มด้วยมีดและส้อม ต่อมาต้านทานความหิวโหยไม่ไหว จึงก้มหน้าก้มตาแทะจานโดยตรง
ในจานไม่มีเนื้อ
พวกเขากลืนเศษกระเบื้องที่แตกคมลงไปทั้งสด ๆ ลิ้น ลำคอ กระเพาะ ถูกบาดจนแหลกเหลว
ราวกับมองไม่เห็นเปลวไฟที่เผาผลาญโถงใหญ่ปิดทองจนพังพินาศไปแล้วรอบด้าน
เลือดที่ไหลจากมุมปากของพวกชนชั้นสูงหยดลงบนโต๊ะ
บนหยดเลือดสะท้อนเงาพระจันทร์เต็มดวง
จากนั้นเลือดก็เริ่มลุกไหม้
เปลวเพลิงอันรุนแรงพลุ่งพล่านออกมาจากร่างของพวกชนชั้นสูง พวกเขาถูกแผดเผาจนกรีดร้องลั่น แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยจานอาหารที่บาดตนเอง
ยังมีชนชั้นสูงอีกพวกหนึ่งเต้นรำอย่างพลิ้วไหวอยู่บนฟลอร์เต้นรำ กระโปรงงามวิจิตรของคุณหนูชนชั้นสูงลากกับพื้น เพชรแตกร้าวทีละเม็ด อัญมณีแปรสภาพเป็นน้ำดำทีละชิ้น
