ลำคอของลู่หลีเหมือนมีทรายอัดแน่นอยู่เต็ม
ฉันอาจกลายเป็นอสูรกายในภายหน้า
พวกนายจะกลัวฉันไหม
ทั้งที่ตอนถูกร่างกายบาดเจ็บสาหัสก็ไม่รู้สึกเจ็บมากนัก แต่ตอนนี้ทุกคำที่เปล่งออกมากลับยากเย็นเหลือเกิน ลำคอเหมือนถูกเม็ดทรายแหลมคมพวกนี้กรีดเป็นแผลนับไม่ถ้วน
เขามองลงไป
เห็นอสูรกายกำลังเคี้ยวร่างของเจี่ยงฉางชิ่งอยู่ “กร้วมกร้วม” ตรงมุมปากยังมีกระดูกห้อยแกว่งไปมา มันแลบลิ้นยาวตวัดกระดูกเข้าปากอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ผู้นำทางในพื้นที่เกม ไปจนถึงในดันเจี้ยน การปรากฏตัวของพวกมันล้วนทำให้ผู้เล่นหวาดกลัวและขยะแขยง
อสูรกายไม่ใช่คำในแง่ดี
จะพูดออกไปยังไงดี
ลมหนาวพัดผ่านข้างหู
ลู่หลีคิด ตอนที่พูดตัวเองคงมีเหงื่อออกมาก ตอนนี้ถูกลมพัดก็เลยหนาวถึงเพียงนี้
“ภายหน้า?” จู่ๆ ไหล่ของเขาก็ถูกโอบกอดอย่างอบอุ่น อีกฝ่ายลูบหลังเขาด้วยท่าทางไม่ถนัดนักแต่เปี่ยมด้วยความห่วงใย “เรื่องภายหน้ายังไม่เกิดขึ้นเสียหน่อย! พูดไม่ออกก็รอให้นายอยากพูดแล้วค่อยพูด”
เสียงของลั่วเจียไป๋ค่อยๆ ดึงเขากลับมาจากหูอื้อ
“ที่แท้ก็เป็นความสามารถของตัวนายเอง! นายบอกมาแต่แรกก็ดีสิ นี่มันเรื่องดีนะ! ฉันกลัวมาตลอดสองดันเจี้ยนเลยนะ นึกว่าต้องให้นายต่อกรกับเทพชั่วร้ายทุกคืนถึงจะได้มา กลัวจะหมดอายุ ที่แท้มันก็ติดตัวนายมาแต่แรก! งั้นคราวหน้านายวิ่งเข้าหาหน้าอสูรกายอีกละก็ ฉันจะไม่กลัวขนาดนั้นแล้ว!”
หลังจากลั่วเจียไป๋ปล่อยเขา มิเรลล่าก็โน้มตัวลง สายตาหยุดอยู่ที่หว่างคิ้วของลู่หลี
เธอยื่นมือไปทางลู่หลี แต่กลับชะงักลังเลกลางทาง
“กำไลข้อมือของนายมันมีตัวตนแรงกล้าเกินไป” มิเรลล่าเอ่ยปากขอเล็กน้อย “ช่วยฉันปิดตาของมันด้วย”
ลู่หลีทำตามอย่างว่าง่าย
เอามือปิดคลุมหัวงูบนกำไลข้อมือไว้
มิเรลล่ารู้สึกได้ทันทีว่าแรงต้านตอนนิ้วเข้าใกล้ลดน้อยลงมาก
“อารมณ์หวาดกลัวมากมายจริงๆ มันล้วนอบอวลอยู่บนใบหน้าของนาย” นิ้วเย็นเฉียบปัดผ่านหว่างคิ้วของลู่หลี ลบอะไรบางอย่างออกไป “ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
หลังจากทำทั้งหมดนี้ สีหน้าของมิเรลล่าก็ซีดลงเล็กน้อย แต่เมื่อมองลู่หลีอีกครั้ง เธอกลับยิ้มอย่างสงบ
“ในที่สุดฉันก็ได้ให้พรนาย เพื่อนของฉัน ขอเทพเจ้าคุ้มครองนาย”
