ลู่หลีเดินตามเจ้าฟองสบู่ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ไปตลอดทาง
มองดูมันหยุดลงเมื่อผ่านประตูกระจกของร้านค้าริมทาง ยืนเหม่อมองเงาตัวเองในกระจกอยู่ไม่กี่วินาที หมุนตัวเป็นวงกลม แล้วจ้องมองขาที่สี่ในกระจก
หางแมวยังคงเชิดขึ้นอย่างเบิกบาน
ลู่หลีเองก็มีความสุขมาก ป๋อซือบอกว่าเพราะที่เขาวาดรูปเจ้าฟองสบู่บนกระดาษออกมาได้ดีไม่เลวจริงๆ ประกอบกับตอนผ่านด่านดันเจี้ยนแสดงฝีมือได้ยอดเยี่ยม การกลับชาติของเจ้าฟองสบู่จึงได้รับการอนุมัติพิเศษให้ไม่ลบความทรงจำ
ทางที่พวกเขาเดินอยู่นี้ คือทางที่เจ้าฟองสบู่ไปตามหาเจ้าของ
ลู่หลียืนอยู่ข้างเจ้าฟองสบู่ที่กำลังส่องกระจก วางปลอกคอลงบนพื้น แล้วพูดกับเจ้าฟองสบู่ที่มองไม่เห็นเขาว่า “ปลอกคอนี้หนักอึ้งเกินไป ให้นายเป็นคนคืนมันด้วยตัวเองเถอะ”
หูของเจ้าฟองสบู่กระตุกไปทางลู่หลี มันหันกลับมา เห็นปลอกคอที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ตกใจจนกระโดดถอยหลังไปสองก้าว
ผ่านไปครู่หนึ่งก็นึกอะไรขึ้นมาได้
คาบปลอกคอเดินวนไปวนมารอบๆ ลู่หลีอย่างร้อนรนอยู่หลายรอบ แต่แต่ละครั้งกลับทะลุผ่านร่างของลู่หลีไป
ลู่หลียื่นมือออก ลูบเจ้าฟองสบู่กลางอากาศเบาๆ
ทันใดนั้นก็ถูกเงาดำปกคลุม หลังมือของลู่หลีสัมผัสเข้ากับเสื้อคลุมดำที่เนียนลื่นราวแพรไหม
“ไม่เหมือนกับดันเจี้ยนครั้งก่อน เพราะนายไม่ได้ถูกบอสของดันเจี้ยนเขียนชื่อเชิญด้วยตัวเอง ดังนั้นแมวตัวนี้จึงมองไม่เห็นนาย”
ลู่หลีครุ่นคิด “ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง”
ดันเจี้ยนครั้งก่อน เขาไปร่วมงานแต่งงานของฌอนและไซเรน
เพราะบนบัตรเชิญงานแต่งเขียนชื่อของเขาไว้
ป๋อซือถามเขาว่า “อยากลูบแมวตัวนี้ไหม?”
ดวงตาที่ลู่หลีมองมาเต็มไปด้วยความคาดหวัง “นายมีวิธีงั้นหรือ?”
ป๋อซือคลี่มือขวา กางนิ้วทั้งห้าออก ในชั่วพริบตาก็มีหมอกดำจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นจากกลางฝ่ามือ
“จับสิ่งที่หมอกดำเกาะอยู่เอาไว้ นายก็จะครอบครองพลังของยมโลกได้ชั่วคราว”
