ในแง่นี้ ความคิดของเสิ่นชิงหลีกับประมุขสำนักฮุ่นหยวนกลับสอดคล้องกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่อผู้นำสิ้นชีพกะทันหัน ไม่ว่าขุมกำลังนั้นจะแข็งแกร่งหรือสามัคคีกันเพียงใด ย่อมเกิดความปั่นป่วนเป็นแน่
แต่ในที่แห่งนี้ นอกจากนางแล้ว ยังไม่มีใครรู้ว่าประมุขสำนักฮุ่นหยวนตายไปแล้ว ทว่าก็ไม่ได้ขัดขวางเหล่าบุรุษตระกูลเสิ่นให้ “หลับหูหลับตา” คล้อยตาม
“ดี”
เสิ่นชิงโม่เป็นคนแรกที่ตอบรับ ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เพราะคำพูดสกปรกโสมมที่จ้าวเฟิงอวิ๋นกล่าวไว้ สำนักฮุ่นหยวนสมควรถูกกำจัด!
จ้าวเฟิงอวิ๋นคงนึกไม่ถึงแม้ยามตายว่า คำพูดปากพล่อยที่กล่าวไว้ก่อนสิ้นใจจะกลายเป็นยันต์เร่งตายของสำนักฮุ่นหยวน
เรื่องนี้แม้แต่เสิ่นชิงหลีก็ไม่รู้ นางจึงอดเกาศีรษะไม่ได้ “พี่สาม ท่านไม่ถามอะไรเลยหรือ ตอบตกลงอย่างเดียวเนี่ยนะ?”
“เขาแย่งซีนไปอีกแล้ว” เสิ่นชิงถงน้อยใจนัก “ข้าก็อยากเป็นคนพูดว่าดีเหมือนกัน”
“ข้าด้วย” คนอื่น ๆ ต่างพากันขานรับ
เสิ่นชิงโม่กลับไม่ขำไปด้วย “พวกมันสมควรตาย! พวกมันคิดจะฆ่าเจ้า”
พอได้ยินเช่นนั้น เหล่าน้องชายของเขาก็เลิกเล่น ทุกคนพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าไปเสีย” เสิ่นชิงโม่มองเผยย่านซู ความหมายชัดเจนยิ่ง นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของพวกเรา เจ้าไสหัวไปได้แล้ว
“พวกเจ้า...” ทูตเซียนที่ยืนอยู่ข้างเสิ่นชิงหลีมาโดยตลอดยังทนดูต่อไปไม่ไหว
เผยย่านซูกลับส่งสัญญาณห้ามเขาพูด “สกุลเสิ่นแห่งฉางสุ่ยของเจ้าสู้หนึ่งต่อสามได้หรือ?”
“นี่เป็นเรื่องของพวกเราเอง ไม่ต้องให้เจ้ามากังวล” เสิ่นชิงโม่ไม่รับคำถามนั้น
แม้เขาจะพูดไม่มาก แต่ถ้อยคำกลับคมกริบ “เจ้าเคยทำร้ายอาหลี ย่อมไม่มีสิทธิ์มาคิดหมายปองนางอีก”
ดวงตาเย็นชาของเผยย่านซูพลันคมกริบ ประกายสังหารเผยออกมาเต็มเปี่ยม จิตแห่งชางเซิ่งกดข่มลงมาอย่างหนักหน่วง ทว่าก็ยังไม่อาจสะกดหงส์ดำที่ดื้อรั้นที่สุดในเผ่าหงส์ได้ มันต้องฉีกเผยย่านซูให้ขาด!
