เสิ่นฉางเกิงหยิบตะเกียบ คีบหมูผัดพริกเมนูขึ้นชื่อของเหล่าชุยเข้าปาก เนื้อผัดจนหอมกรอบ กลิ่นเผ็ดร้อนพุ่งขึ้นจมูก
ได้ยินเหล่าชุยพูด เขากลืนเนื้อลงคอแล้วเอ่ยว่า “คุณจะยกให้ผมทำไม นี่เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาในครอบครัวของคุณ ผมเป็นคนนอกตระกูล ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะรับไว้”
เหล่าชุยได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง ก่อนจะวางตะเกียบในมือลงอย่างแรง
“พูดอะไรของคุณ”
“พวกเราสองคนก็ไม่มีลูกแท้ ๆ ที่บ้านก็ไม่ได้มีบัลลังก์ให้สืบทอดต่อกันเสียหน่อย ถ้าฝีมือขาดหายไปในรุ่นฉัน ก็ปล่อยให้ขาดหายไปเถอะ”
“ยังไงญาติสายรองก็ยังมีลูกหลานกันต่อไป แซ่ชุยไม่มีวันขาดหรอก พวกเขาก็มีตำรับอาหารของตัวเองอยู่แล้ว”
“เพราะฉะนั้นตำรับอาหารของรุ่นฉัน อยากยกให้ใครก็ยกให้คนนั้นได้”
ปกติเขามักปฏิบัติต่อฉางเกิงราวกับเป็นพี่น้องรุ่นเดียวกัน หยอกล้อพูดเล่นอย่างไม่ต้องเกรงใจ แต่ลึก ๆ แล้วเขามองชายหนุ่มเป็นลูกของตัวเองไปนานแล้ว
เมื่อเทียบอายุ เขามีลูกที่โตเท่าฉางเกิงได้สบาย บางครั้งในใจก็อดเศร้าขึ้นมาไม่ได้ แอบคิดเงียบ ๆ ว่า ถ้าฉางเกิงเป็นลูกชายของตัวเองจริง ๆ ก็คงดีไม่น้อย
อีกทั้งเหล่าชุยก็รู้ดีว่า หากยกตำรับอาหารนี้ให้คนอื่น อีกฝ่ายคงดัดแปลงส่งเดชเพื่อเอาใจลูกค้า สุดท้ายฝีมือที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาก็คงถูกเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าเดิม
ถ้าเรื่องถึงขั้นนั้นจริง ๆ เขาคงคิดว่าบรรพบุรุษของตนต้องโกรธจนปีนขึ้นมาจากหลุมเพื่อเอาเรื่องแน่
