เจียงอู๋โยวพยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาค่อย ๆ เปล่งประกายชัดเจนขึ้น
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“ฉันจะให้ความรู้สึกของลูกค้าเป็นอันดับแรก วัตถุดิบไม่จำเป็นต้องแพงมาก แต่รสชาติและหน้าตาต้องทำให้ลูกค้ากินแล้วรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่า!”
เจียงอู๋โยวเหลือบมองน้ำถั่วเขียวรสจืดชืดไม่น่าดื่มกล่องนั้นที่วางอยู่ข้าง ๆ
“ฉันไม่มีทางทำธุรกิจแบบขายครั้งเดียวจบแน่”
เสิ่นฉางเกิงหันมามองเธอ ก่อนเอ่ยถามว่า
“แล้วคุณคิดไว้หรือยังว่าจะวางแนวทางร้านน้ำหวานแบบไหน จะทำราคาย่อมเยา หรือระดับกลางถึงสูง?”
คำถามนี้ปลุกความอยากรู้อยากเห็นของเจียงอู๋โยวขึ้นมาทันที
“เล่าให้ละเอียดหน่อยสิ”
เสิ่นฉางเกิงหยิบตะเกียบส่งให้เธอเป็นเชิงบอกให้กินข้าวก่อน
“กินไปฟังไปนะ”
เจียงอู๋โยวรับตะเกียบมา คีบหมูผัดพริกเข้าปากก่อนหนึ่งคำ แล้วคีบถั่วฝักยาวผัดอีกคำ จากนั้นเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเร่งเร้า ส่งสัญญาณให้รีบพูดต่อ อย่ามาทำให้เธออยากรู้อยากเห็นค้างอยู่แบบนี้
เสิ่นฉางเกิงตักแกงเต้าหู้ใส่ชามแล้วยกมาวางข้างมือเธอ จากนั้นคีบกับข้าวกินไปสองสามคำ จัดระเบียบความคิดแล้วเริ่มอธิบาย
“เริ่มจากแนวราคาย่อมเยาก่อน ลูกค้าก็เป็นพวกคนงานทั่วไปที่ทำงานอยู่ตามถนน นักเรียนที่เลิกเรียน แล้วก็เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมา เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งราคาให้ต่ำ ใช้กำไรต่อชิ้นน้อยแต่ขายจำนวนมาก หาเงินจากจำนวนลูกค้า”
“ข้อดีคือราคาถูก ใครเดินผ่านก็ยินดีซื้อสักชามไปลองกิน”
“ข้อเสียคือขายได้เยอะ แต่กำไรน้อย แถมแต่ละวันยังต้องเตรียมของอีกมาก ทำคนเดียวไม่ไหว ต้องจ้างพนักงานหลายคน แต่พอจ้างแล้ว บางทีคุณอาจต้องควักเงินตัวเองจ่ายค่าแรงให้พวกเขาด้วยซ้ำ”
