ตอนเจียงอู๋โยวผลักประตูบ้านเข้ามา คนทั้งครอบครัวกำลังนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวกันอยู่
กลิ่นหอมของอาหารลอยมาจากโต๊ะ เสียงช้อนตะเกียบกระทบกันคลอไปกับเสียงพูดเจื้อยแจ้วไร้เดียงสาของสวีหย่วนฟาน
เธอเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินเข้ามา เถาหว่านชิงเงยหน้ามองเธอก่อนเป็นคนแรก “กลับมาแล้วเหรอ กินข้าวมาหรือยัง?”
“กินมาแล้วค่ะ” เจียงอู๋โยวแขวนกระเป๋าไว้กับตะขอบนผนัง แล้วยืนอยู่ริมห้องรับแขก มองคนทั้งโต๊ะด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
“ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น มานั่งก่อนสิ” สวีเจี้ยนหัววางตะเกียบลงแล้วมองเธอ คล้ายสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง “โยวโยวมีเรื่องจะพูดหรือเปล่า?”
เจียงอู๋โยวเดินไปนั่งข้างโซฟา วางมือบนเข่า ถูนิ้วไปมาสองครั้งก่อนเอ่ยปาก “มีเรื่องอยากคุยกับทุกคนจริง ๆ ค่ะ”
จะพูดเร็วหรือช้าก็ต้องพูดอยู่ดี สู้รีบพูดให้จบ ๆ ไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง สูดหายใจเข้าลึก ๆ “หนูกำลังเตรียมตัวแต่งงานค่ะ”
โต๊ะอาหารพลันเงียบกริบ
ตะเกียบของเถาหว่านชิงหยุดค้างกลางอากาศ สวีเจี้ยนหัววางชามในมือลง หลี่ซิ่วฉินหันมามองเธออย่างตกตะลึง ส่วนสวีเว่ยกั๋วหยุดเคี้ยวทั้งที่ข้าวในปากยังไม่ทันกลืน
สวีหย่วนฟานไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่จู่ ๆ ถึงเงียบกันหมด ยังคงใช้ช้อนเล็กเคาะขอบชาม ส่งเสียงกริ๊ง ๆ
“แต่งงานเหรอ?” เถาหว่านชิงวางตะเกียบลง มองเธอ “แต่งกับใคร? ทำไมแม่ไม่รู้ว่าช่วงนี้ลูกคบใครอยู่?”
เจียงอู๋โยวเม้มปากเล็กน้อย “หนูคบกับเขาเองค่ะ”
“คบกันเองเหรอ?” น้ำเสียงของเถาหว่านชิงเต็มไปด้วยความงุนงง “คบกันตั้งแต่เมื่อไร? ทำไมแม่ไม่รู้เรื่องเลยสักนิด คนที่ป้าจางแนะนำให้คนนั้น เสี่ยวหลินหรือเปล่า—”
“ไม่ใช่เขาค่ะ” เจียงอู๋โยวขัดขึ้น
“แล้วใคร? ชื่ออะไร? เป็นคนที่ไหน? ทำงานอะไร?” คำถามของเถาหว่านชิงพรั่งพรูราวกับกระสุนปืน เสียงที่เคยงุนงงค่อย ๆ แปรเป็นความร้อนใจ “โยวโยว เล่าให้ชัด ๆ สิ”
