พอได้ยินเสียงเปิดประตู เถาหว่านชิงก็ถือผ้าขี้ริ้วเดินออกมาจากห้องครัวทันที ผ้ากันเปื้อนยังไม่ได้ถอดด้วยซ้ำ
“เว่ยหมินกลับมาแล้วเหรอ!”
สายตาของเธอจับอยู่บนใบหน้าสวีเว่ยหมินก่อน มองสำรวจว่าเขาผอมลงหรือเปล่า จากนั้นก็เลื่อนไปยังฟางเสี่ยวเจิน เธอยิ้มให้พลางเอ่ยว่า “นี่เสี่ยวเจินกับเซี่ยเซี่ยใช่ไหม หิวหรือยัง อีกเดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว”
ฟางเสี่ยวเจินกำลังมองสำรวจเธอ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบแม่สามี ไม่คิดเลยว่าจะดูทันสมัยขนาดนี้
ก่อนหน้านี้เว่ยหมินเคยเล่าให้ฟังว่าเธอเป็นแม่เลี้ยง ถ้านับอายุก็น่าจะสี่สิบกว่าแล้ว แต่กลับดูสาวและกระฉับกระเฉงขนาดนี้
ก่อนออกจากบ้าน แม่ของเธอกำชับให้ระวังแม่เลี้ยงคนนี้ไว้ให้ดี บอกว่าแม่เลี้ยงน่ะมีแต่เรื่องให้ปวดหัว ต่อหน้าทำอย่าง ลับหลังทำอีกอย่าง เก่งนักเรื่องทำตัวดีต่อหน้า ไม่แน่ว่าอาจแอบกลั่นแกล้งลูกสะใภ้ก็ได้
พอได้เห็นตัวจริง ฟางเสี่ยวเจินก็ประเมินเธอเงียบ ๆ จากท่าทางและบุคลิกแล้ว ดูท่าจะไม่ใช่คนธรรมดา ต่อไปเวลาพูดจาหรือทำอะไร เธอคงต้องระมัดระวังให้มาก
“แม่ หนูไม่เหนื่อยหรอก บนรถไฟก็หลับมาตลอด”
แม้เถาหว่านชิงจะฟังสำเนียงของเธอไม่ค่อยคุ้นหู แต่รอยยิ้มก็ไม่เปลี่ยนไป
“แม่จัดห้องไว้ให้พวกเธอเรียบร้อยแล้ว เอาสัมภาระไปวางแล้วพักกันก่อน ค่อยมากินข้าว”
เถาหว่านชิงหันไปทางลูกสะใภ้คนโตที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณให้หลี่ซิ่วฉินพาพวกเขาไปยังห้องที่อู๋โยวเคยอยู่
หลี่ซิ่วฉินก้าวเข้ามา “น้องสะใภ้กับเซี่ยเซี่ยตามฉันมาเถอะ ฉันจะพาไปดูห้อง ของหนักไหม ให้ช่วยถือหรือเปล่า?”
“พี่สะใภ้ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันถือเองได้ พี่ถือไม่ไหวหรอก”
สวีเว่ยหมินที่เดินตามหลังพยักหน้า คนทั่วไปถือไม่ไหวจริง ๆ ในถุงมีแต่ของฝากจากชนบท ไม่รู้พ่อแม่ของเสี่ยวเจินยัดอะไรมาให้บ้าง หนักเอาเรื่องเลย
