เสิ่นฉางเกิงเล่าเรื่องที่เขาคุ้นชินด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกปวดใจขึ้นมานะ สามีของเธอขมขื่นราวกับมะระลูกเล็ก ๆ ไม่มีผิด
ไม่เป็นไร ต่อจากนี้ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
เจียงอู๋โยวคิดแผนไว้ในใจแล้ว
“ปีนี้เราสองคนไปเลือกเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ห้างสรรพสินค้าคนละสองชุด แล้วซื้อผ้าแยกต่างหากไปจ้างคนตัดอีกคนละชุดนะ”
“ฉันรู้จักช่างตัดเสื้ออาวุโสฝีมือดีคนหนึ่ง ฝีมือเขาไม่มีที่ติเลย ทั้งทรงเสื้อที่ตัดออกมาและการเก็บเอว ล้วนพอดิบพอดีไปหมด”
เจียงอู๋โยวนึกถึงทุกครั้งก่อนหน้านี้ที่ต้อง ‘เปิดศึก’ กับช่างเหลียวอยู่หลายรอบ กว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการ ในใจก็เริ่มลังเลขึ้นมานิด ๆ
พอคิดว่าต้องพูดกับช่างเหลียวอยู่ตั้งนานกว่าจะทำให้เขาเข้าใจแบบที่เธอต้องการ เธอก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว
แต่พอนึกถึงเสื้อผ้าที่เขาตัดออกมา ฝีเข็มเรียบเสมอกัน เส้นสายรับกับรูปร่าง แถมยังตัดออกมาได้ตรงกับภาพที่เธอวาดไว้ในใจทุกครั้ง ฝีมือดีล้ำค่าเช่นนั้นทำให้เธอตัดใจเลิกใช้บริการไม่ลงจริง ๆ
“นอกจากจะคุยกันยากแล้ว ค่าแรงของช่างเหลียวยังแพงกว่าช่างตัดเสื้อคนอื่นตั้งครึ่งหนึ่ง พออายุมากขึ้น กำลังก็ไม่เหมือนเดิม เขาไม่รับงานเร่ง ยืนกรานจะทำช้า ๆ แต่ประณีต”
“อีกอย่าง ตอนนี้หาผ้าไม่ค่อยได้ ปีหนึ่งฉันเลยไปตัดกับเขาแค่สองสามครั้ง”
พอฟังจบ เสิ่นฉางเกิงไม่ได้รู้สึกว่าช่างเหลียวเป็นคนจุกจิกหรือคุยยาก กลับคิดว่าเขาเป็นคนที่น่าเคารพคนหนึ่ง
“คนที่มีฝีมือติดตัว ส่วนใหญ่ก็มักมีนิสัยเป็นของตัวเอง ไม่ยอมรับงานเร่ง ฉันคิดว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจทำให้ใครลำบากหรอก แต่เพราะทะนุถนอมเสื้อผ้าทุกชุดที่ตัดเย็บด้วยมือตัวเองมากกว่า”
