ยามค่ำคืน ชานเมืองมืดมิดสนิท มีเพียงโรงงานขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ส่องแสงไฟสลัว ประตูปิดแน่น ต้องเข้าไปใกล้จึงจะเห็นแสงลอดออกมาตามช่องประตู
นอกโรงงาน บนลานโล่ง ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ย มือโบกพัดใบลานไล่ยุงที่บินเข้ามาหาเป็นระยะ
สุนัขบ้านตัวหนึ่งหมอบเฝ้าระวังอยู่ข้าง ๆ หูของมันตั้งขึ้นเป็นครั้งคราว กวาดมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง ครั้นได้ยินเสียงกรอบแกรบแผ่วเบาจากพงหญ้า มันก็ผุดลุกขึ้นทันที ตะปบอุ้งเท้าหน้าไปข้างหน้า ขนทั่วร่างชันตั้งเกร็ง ท่าทางพร้อมตั้งรับและต่อสู้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายชราก็ยกพัดใบลานขึ้นฟาดมัน “เจ้าหมาบื้อ นั่นมันจิ้งหรีด”
“เอี๊ยด...”
ประตูเหล็กของโรงงานถูกผลักเปิดจากด้านใน พอสุนัขได้ยินเสียงก็หันไปอีกทาง เตรียมจะพุ่งเข้าใส่
แต่ก็ถูกชายชราใช้พัดใบลานฟาดอีกครั้ง
“เจ้าหมาบื้อ นั่นพวกเดียวกัน อย่าตื่นตูมไป”
เมื่อได้ยินเจ้าของพูดเช่นนั้น สุนัขก็ยอมลดท่าทีลงอย่างไม่เต็มใจ ทว่ายังคงยืนอยู่ที่เดิม เดินวนไปมาสองก้าว สายตายังคงจับจ้องพงหญ้ามืด ๆ อย่างไม่วางตา
ไอร้อนปนกลิ่นน้ำมันเครื่องและสนิมเหล็กพุ่งเข้าปะทะใบหน้า
เสิ่นฉางเกิงก้าวออกมาก่อน เหงื่อเม็ดเล็กเกาะอยู่ตรงขมับ เขาถอดเสื้อยืดแขนสั้นที่เปื้อนน้ำมันเครื่องออกอย่างลวก ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นตัวสะอาด
ชายชราที่เฝ้าประตูหยุดโบกพัด “งานเสร็จหมดแล้วหรือ?”
เสิ่นฉางเกิงพยักหน้า ยกมือเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ลมยามค่ำพัดมาปะทะ ความร้อนอบอ้าวตามร่างกายจึงคลายลงเล็กน้อย ใจพลันนึกถึงภรรยาที่บ้าน
ตอนนี้เธอกำลังดูโทรทัศน์อยู่ หรืออาบน้ำเสร็จแล้วเตรียมเข้านอนกันนะ?
หลี่ว์เจิ้งกับเฉาเจิ้งเต๋อก็เดินตามออกมา ข้างหลังสุดยังมีชายร่างอ้วนคนหนึ่งตามมาด้วย
เสื้อผ้าของทุกคนเปื้อนน้ำมันเครื่องอยู่บ้าง ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ต่างยกมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
