บทที่ 4 จอมเสแสร้งอันดับหนึ่ง ดูหนูน้อยเสี่ยวเป่าวัยสี่ขวบใช้ปัญญาสู้กับพวกค้ามนุษย์อย่างไร!
เสียงประกาศในตู้รถไฟดังขึ้น ท่ามกลางเสียงสัญญาณรบกวนแกรกกรากประกาศชื่อสถานีถัดไป
รถไฟจอดที่สถานีเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเป็นเวลาสามนาที
ชายหนุ่มสองคนที่นั่งตรงข้ามและคอยแอบมองมาตลอดทางมาถึงที่หมายแล้ว ถือกระเป๋าเดินทางยืดยาดลุกขึ้น คนหนึ่งที่ใจกล้ากว่าล้วงสมุดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า ฉีกกระดาษหนึ่งแผ่น เขียนข้อความสองสามบรรทัด แล้วลังเลที่จะยื่นให้ทางถูซานเหยา
ถูซานเหยาหลับตาอยู่ หายใจเบาแผ่ว ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
มือของชายหนุ่มค้างกลางอากาศ จะยื่นต่อก็ไม่ใช่ จะหดกลับก็ไม่ใช่ หน้าแดงซ่าน
เสี่ยวเป่านั่งอยู่ข้าง ๆ เอียงคอมองเขาแวบหนึ่ง
“คุณลุง มือคุณสั่นนะ”
ชายหนุ่มเหมือนถูกน้ำร้อนลวก รีบเก็บกระดาษโน้ตใส่กระเป๋ากางเกง คว้ากระเป๋าเดินทางแล้ววิ่งไปที่ประตูตู้โดยสาร
เพื่อนของเขาดึงอยู่ข้างหลัง ทั้งสองคนเบียดเสียดกันลงจากรถ
บนชานชาลา ชายหนุ่มหันกลับมามองหน้าต่างรถไฟ ใบหน้าด้านข้างของถูซานเหยาสะท้อนอยู่บนกระจก ผ่านความมัวซัวของฝุ่น แต่ก็ยังงดงามจนละสายตาไม่ได้
พนักงานรถไฟเร่งอยู่ข้างหลังสองสามที ทั้งสองคนจึงจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เสี่ยวเป่าล้วงขนมปังข้าวโพดครึ่งชิ้นออกมาจากกระเป๋า แล้วยัดกลับเข้าไป รู้สึกว่ามันไม่สมเกียรติพอ พอไปถึงพ่อแล้วต้องหาของขวัญที่ดูดีกว่านี้หน่อย
เขากำลังครุ่นคิดอยู่ ประตูตู้โดยสารถูกผลักเปิดออก
มีคนขึ้นมาสามคน
สามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่ง ผู้ชายใส่เสื้อคลุมผ้าสีเทา ผมหวีเรียบแปล้มันวาว
ผู้หญิงดัดผม มองเห็นเสื้อแจ็กเก็ตลายสก๊อตสีแดง สะพายกระเป๋าหนังเทียมสีดำที่ข้อพับแขน
ระหว่างพวกเขามีเด็กหญิงอายุราวเจ็ดขวบ ถักเปียสองข้าง ศีรษะก้มต่ำตลอด ดูเหมือนง่วงมาก
ผู้หญิงพยุงเด็กหญิงนั่งลง ลูบหลังเธอ “เด็กดี นอนเถอะ เดี๋ยวถึงแล้วแม่ปลุก”
เด็กหญิงไม่ส่งเสียง ร่างกายอ่อนปวกเปียกพิงพนักพิง
เสี่ยวเป่าชำเลืองมองเด็กหญิงคนนั้น
หนังตาของเธอปิดครึ่งเปิดครึ่ง ริมฝีปากแห้งจนลอก มุมปากมีรอยน้ำลายแห้งกรัง เหมือนน้ำลายไหลออกมาแล้วแห้ง
หลังจากสามีภรรยาวัยกลางคนนั่งเรียบร้อยแล้ว ผู้ชายกวาดสายตาไปรอบ ๆ ตู้ สุดท้ายหยุดที่ถูซานเหยานานกว่าสองวินาที
ผู้หญิงก็มองเช่นกัน แต่มองเป็นลำดับขั้นตอน ดูหน้าถูซานเหยาก่อน แล้วดูมือของเธอ สุดท้ายดูเสี่ยวเป่า
ดูเสร็จ ผู้หญิงเอาศอกกระทุ้งผู้ชาย
ทั้งสองคนสบตากัน รวดเร็วมาก
เสี่ยวเป่าพอดีกำลังง่วนอยู่กับกลีบส้มในกระเป๋า ไม่ได้มองไปทางนั้น แต่หูยังฟังอยู่
เขาได้ยินผู้หญิงพูดพึมพำอะไรบางอย่างกับผู้ชายเสียงเบามาก ฟังไม่ชัด แต่ท่าทางค่อนข้างตื่นเต้น
“หนูน้อย อายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ”
ผู้หญิงยิ้มแย้มเอ่ยปาก น้ำเสียงกระตือรือร้น ล้วงแอปเปิ้ลสามลูกออกมาจากกระเป๋าหนังเทียมสีดำ สีแดงแจ๋น ในยุคนี้ถือเป็นของหายาก
เสี่ยวเป่าหันมามอง สำรวจเธอแวบหนึ่ง
“สี่ขวบ คุณป้าสวัสดีครับ”
“โอ้ย น่ารักจัง” ผู้หญิงยื่นแอปเปิ้ลมาให้ “มา คุณป้าให้กินแอปเปิ้ล เอาไปให้แม่ด้วยนะ”
ถูซานเหยาพิงหน้าต่าง ศีรษะเอียงเล็กน้อย ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
เธอเมารถมาตลอดทาง หนักมากจนไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจใคร
เสี่ยวเป่าดีใจแย้มรับแอปเปิ้ล มือเล็ก ๆ สองข้างประคอง ก้มตัวลงเล็กน้อยอย่างเรียบร้อย
“ขอบคุณคุณป้าครับ!”
เขาวางแอปเปิ้ลสองลูกอย่างประณีตบนที่นั่งข้างหัวเข่าแม่ ไม่ได้กัดสักลูก
ผู้หญิงค่อนข้างแปลกใจ “ทำไมไม่กินล่ะจ๊ะ แอปเปิ้ลฉ่ำน้ำเชียวนะ”
“เก็บไว้ให้แม่” เสี่ยวเป่าลูบท้องตัวเองเบา ๆ “ผมยังไม่อิ่ม แม่สุขภาพไม่ดี ต้องกินของดี ๆ เยอะ ๆ”
“แม่หนูเป็นอะไรหรือจ๊ะ ป่วยเหรอ”
“ครับ ไม่ค่อยสบายเลย”
เสี่ยวเป่าพูดพลางยัดแอปเปิ้ลใส่ห่อผ้าของถูซานเหยา
ผู้หญิงไม่ได้ห้าม แต่กระตุกมุมปากเล็กน้อย แล้วสบตากับผู้ชายอีกครั้ง
ผู้ชายกระแอมเสียงหนึ่ง แล้วเบียดเข้ามาตีสนิทด้วย “หนูน้อย พ่อหนูล่ะ มากันแค่แม่ลูกสองคนเหรอ”
“พ่อรออยู่ข้างหน้าครับ”
เสี่ยวเป่าตอบเร็วมาก ใบหน้าเล็กเปล่งประกายความหวัง “พ่อเป็นทหารนะ สง่ามาก”
“เหรอ เป็นทหารเหรอ อยู่หน่วยไหนล่ะ”
“ผมไม่รู้ แต่ใส่เสื้อสีเขียว”
ผู้ชายหัวเราะ ไม่ถามต่อ เอนหลังพิงพนัก ไขว่ห้าง
สักพัก ตู้โดยสารก็เงียบลง
ถูซานเหยายังคงไม่ตื่น หายใจเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน เสี่ยวเป่าหันมามองเธอทุกสองสามวินาที เพื่อให้แน่ใจว่าหน้าอกเธอยังขยับขึ้นลงอยู่จึงค่อยวางใจ
เด็กหญิงคนนั้นนั่งฝั่งตรงข้าม หัวเอียงพิงพนักพิง ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย
เสี่ยวเป่ามองเธอเพิ่มอีกสองสามที
เด็กหญิงคนนี้มีพิรุธ
เธอง่วงขนาดนี้ แต่ตายังปิดไม่สนิท เผยอเป็นเส้นแคบ ๆ ดวงตาข้างในนั้นกรอกไปมา ช้ามาก ฝืนมาก เหมือนถูกอะไรบางอย่างกดทับไว้ อยากขยับแต่ขยับไม่ได้
“พี่สาวก็หลับเหมือนกันเหรอครับ” เสี่ยวเป่าถามขึ้นกับฝั่งตรงข้าม
ผู้หญิงรีบตอบแทรก “นั่งรถนานเกินไป เมารถ กินยาแก้เมารถก็เลยง่วง”
เสี่ยวเป่า “อ้อ” ไปทีนึง ไม่ได้พูดอะไรต่อ
อีกยี่สิบนาทีผ่านไป รถไฟแล่นผ่านทางที่ขรุขระ ตู้โดยสารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ถูซานเหยาสั่นจนขมวดคิ้ว แต่ก็ยังไม่ลืมตา
ผู้หญิงลุกขึ้น ถือปิ่นโตเคลือบเดินไปทางตู้เสบียง ก่อนไปได้อธิบายอะไรกับผู้ชายสองสามประโยค เสียงเบามาก
เสี่ยวเป่าฟังไม่ชัด แต่เขาสังเกตเห็นรายละเอียดอย่างหนึ่ง ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกไป ทิ้งกระเป๋าหนังเทียมสีดำไว้บนที่นั่ง ปากกระเป๋าไม่ได้รูดจนสุด เผยให้เห็นผ้าขาวที่มุมหนึ่ง
ผ่านไปสิบห้านาที ผู้หญิงกลับมา ในมือถือปิ่นโตเคลือบข้างในมีซาลาเปาเนื้อสี่ลูก เรียงกันอยู่ ควันกรุ่นกลิ่นหอม
กลิ่นเนื้อโชยมา ผู้โดยสารรอบ ๆ หลายคนหันมามอง
ยุคนี้ ซาลาเปาเนื้อลูกหนึ่งต้องใช้คูปองแป้งสองตำลึงกับเงินอีกห้าเหมา พวกในตู้เสบียงยิ่งแพงกว่า คนทั่วไปไม่ค่อยกล้าซื้อกิน
ผู้หญิงคนนี้ซื้อทีเดียวสี่ลูก มือเติบมาก
“มานี่ หนูน้อย กินซาลาเปา” ผู้หญิงเลื่อนปิ่นโตมาตรงหน้าเสี่ยวเป่า “พึ่งออกจากซึ้ง ไส้หมูกับผักกาดขาว หอมมาก เอาไว้ให้แม่ด้วยนะ”
หมู
ผักกาดขาว
เสี่ยวเป่าจ้องปิ่นโต จมูกสูดดมฟืดฟาด
กลิ่นเนื้อหอมจริง หอมจนน้ำลายแทบไหล
แต่เขาไม่ได้เอื้อมมือ
ทันใดนั้น คำพูดของลุงหลงเจิงก็ผุดขึ้นมาในหัว “เสี่ยวเป่า โลกภายนอกไม่เหมือนกับในเขตอาคม ข้าวของมีค่า เนื้อสัตว์ยิ่งมีค่า ต้องใช้คูปองหมด ต่อไปถ้ามีคนแปลกหน้าใจดีกับแกโดยไม่มีเหตุผล แกต้องรู้ทันคน”
ลุงเฟิ่งชีพูดตรงกว่านั้น “จำไว้ให้ดี คนอันตรายมีสองประเภท สายลับ คอยทำร้ายคนดี พวกค้ามนุษย์ คอยขโมยเด็กกับผู้หญิง จะแยกแยะยังไง สายลับถามว่าพ่อแม่แกเป็นทหารที่ไหน ทำงานอะไร หน่วยทหารอยู่ไหน ส่วนพวกค้ามนุษย์ ยัดของกินใส่มือแกไม่หยุด ถามว่าที่บ้านมีผู้ใหญ่ไหม ออกมาเที่ยวกันกี่คน”
มือของเสี่ยวเป่ากำแน่นบนหัวเข่า
แอปเปิ้ล
หล่อนให้แอปเปิ้ล
แล้วถามว่าแม่ไม่สบายเหรอ
ถามว่าพ่ออยู่ด้วยหรือเปล่า
ถามว่ามีแค่แม่ลูกสองคน
ตอนนี้ก็ยังซื้อซาลาเปาเนื้อมาอีก
คนที่ไม่รู้จักกันเลย ในยุคที่คูปองเนื้อคูปองแป้งมีค่ายิ่งกว่าชีวิต ยอมลงทุนเชิญเขากินขนม
หัวสมองเด็กสี่ขวบของถูซานเสี่ยวเป่าคิดหมุนติ้ว
เขาเงยหน้าขึ้นมองเด็กหญิงคนนั้น
เปียของเธอถักหลวมมาก ไม่เหมือนผู้ใหญ่ถักให้ดี ๆ กลับคล้ายกับบิดไปมาอย่างลวก ๆ ชั่วคราว
เสื้อผ้าก็ไม่ค่อยพอดีตัว แขนเสื้อยาวออกมาหนึ่งช่วง คอเสื้อมีรอยปริ ไม่เหมือนที่แม่แท้ ๆ จะให้ลูกใส่
ที่สำคัญที่สุดคือ รองเท้าของเด็กหญิงคนนี้
เท้าซ้ายเป็นรองเท้าผ้า เท้าขวาเป็นรองเท้ายาง
ถึงจะใส่พอถูไถไปได้ แต่ขนาดของรองเท้าสองข้างนี้ต่างกันหนึ่งเบอร์
ใจเสี่ยวเป่าหวิววาบ
นี่ไม่ใช่รองเท้าของเธอเอง
“คุณป้าครับ ขอบคุณนะครับ” เสี่ยวเป่าเงยหน้าขึ้น ยิ้มหวาน เอื้อมมือรับซาลาเปามาลูกหนึ่ง แต่ไม่ยัดเข้าปาก กลับวางไว้ตรงมือของถูซานเหยา “ผมเก็บให้แม่ก่อน รอแม่ตื่นแล้วค่อยกินด้วยกัน”
“แกกินก่อนสิ กินก่อนสิ เดี๋ยวเย็นแล้วไม่อร่อย”
“แม่เคยบอกว่า ของดี ๆ ต้องกินกับแม่ถึงจะอร่อย”
เสี่ยวเป่าพูดพลางหยิบอีกชิ้นวางไว้ข้าง ๆ “อีกสองชิ้นคุณป้ากินเองเถอะครับ แล้วก็พี่สาวคนนี้ก็น่าจะได้กินอะไรบ้างนะครับ หลับนานขนาดนี้ หิวขึ้นมาจะทำยังไง”
รอยยิ้มบนหน้าผู้หญิงชะงักไปชั่วขณะ
“หล่อนไม่หิว ลงรถก่อนแล้วค่อยกิน”
“อ้อ”
เสี่ยวเป่าไม่ถามอะไรอีก ก้มหน้าง่วนกับชายเสื้อ
แต่สมองเขาไม่ได้หยุดคิดเลย
แอปเปิ้ลเขาไม่กิน ซาลาเปาเขาก็ไม่คิดจะกิน
ลุงเฟิ่งชียังบอกไว้อีกว่า “บางทีพวกค้ามนุษย์ก็ใส่ยาในของกิน แกรู้สึกตัว แต่ขยับก็ขยับไม่ได้ ร้องก็ร้องไม่ออก”
เด็กหญิงนั่น
หล่อนไม่ได้เมารถ
หล่อนถูกวางยา
ถูซานเสี่ยวเป่ารู้สึกว่าหลังตัวเองเย็นวาบ
สองคนนี้คือพวกค้ามนุษย์
เด็กหญิงนั่นเป็นเด็กที่พวกมันลักพาตัวมา
และตอนนี้ พวกมันกำลังเล็งแม่กับเขา
แม่ยังคงไม่ได้สติ พลังปราณร่อยหรอ อ่อนแอถึงขั้นไม่มีแรงแม้แต่จะลืมตา
นิ้วของเสี่ยวเป่าพันกันไปมา
เขาอายุสี่ขวบ
ต้องเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่สองคน แถมยังเป็นพวกที่ทำเป็นประจำ
จะใช้กำลังไม่ได้