ตอนที่ 2 สอบเอ็นท์สุดหิน
ยิ่งคิดก็ยิ่งฮึกเหิม เดินเหมือนมีพลังลมพุ่งออกมาจากตัว!
“หวังซานเหอ!” ตอนใกล้ถึงบ้าน เฮอเซียงก็ตะโกนเรียกฉันพร้อมหัวเราะ “นี่คิดอะไรอยู่? ท่าทางผยองอย่างกับเป็นจ้าวโลก!”
เฮอเซียงเป็นเพื่อนซี้เรา โตมาด้วยกัน ผลการเรียนของเธอติดอันดับหนึ่งในสามของทั้งเมืองมาตลอด
แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับเราอย่างประหลาด พวกเราดันมาเจอกับเอ็นทรานซ์ปี 2003
ฉันใช้คำว่า “ประหลาด” ได้คำเดียวจริง ๆ เพราะถ้าบอกว่าโชคร้ายสุด ๆ หรือโชคดีสุด ๆ ก็มีสิทธิ์โดนเตะเอาง่าย ๆ
แน่นอนว่าถ้าใช้คำว่าประหลาดมากก็อาจโดนด่าเหมือนกัน แต่ฉันหาคำที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วจริง ๆ
เอ็นทรานซ์ปี 2003 เป็นอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภายใต้บรรยากาศหดหู่ของโรคซาร์ส ข้อสอบเอ็นทรานซ์ดันถูกขโมย! แถมเป็นวันก่อนสอบอีก
“ชุดสำรอง” ในตำนานปรากฏตัวขึ้น ทำให้การสอบปีนั้นกลายเป็นจุดสูงสุดของความยากที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทั้งหมดนี้เรามารู้เอาหลังสอบเสร็จ ตอนคดีถูกเปิดเผย ในตอนนั้นพวกเราทำข้อสอบที่ยากจนจับต้นชนปลายไม่ถูก พยายามหาหนทางเอาตัวรอด
คณิตศาสตร์ปีนั้นเหมือนหุบเหวที่ข้ามไม่ถึง
สำหรับคนที่หมายมั่นมหาวิทยาลัยระดับท็อป จุดที่เสียคะแนนมักจะอยู่ที่เรียงความของภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวมถึงข้อสอบอัตนัย และความสะเพร่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอให้เสียคะแนนได้บ้าง
ส่วนข้อสอบคณิตศาสตร์ข้อใหญ่ทุกข้อ คำตอบควรจะตอบได้แบบไม่ต้องคิด
แต่ในห้องสอบ ข้อใหญ่ข้อแรกฉันกลับคิดไม่ออกเลย
รีบข้ามไปดูข้อสอง ก็ยังคิดไม่ออก
ข้อสาม ข้อสี่ ก็ยังคิดไม่ออกอีกแล้ว...
ตอนนั้นเอง ในห้องสอบก็มีเสียงสะอื้นดังขึ้นเป็นระลอก
การฝึกทำโจทย์แบบกดดันสูงทุกวัน ทำให้เรารู้ดีแก่ใจว่า ถ้าข้อสอบคณิตศาสตร์ข้อใหญ่มีสองสามข้อที่ทำไม่ได้ ก็แทบจะหมดสิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยระดับ 985 หรือ 211 แล้ว
แต่ตอนนั้น ในใจฉันไม่ได้เศร้า กลับรู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ ขึ้นมา
ฮ่า ๆ ไม่เป็นไร! ทุกคนก็ทำไม่ได้เหมือนกัน!
ในขณะเดียวกันฉันก็แอบด่าในใจว่า ปีนี้คนออกข้อสอบเอ็นทรานซ์เป็นบ้าไปแล้วเหรอ?
กล้าเล่นใหญ่ขนาดนี้!
เจ๋งจริง!
พอทำใจให้สบาย ข้อที่ข้ามไปก่อนหน้านี้ที่ดูเหมือนแก้ไม่ได้ ก็เริ่มคิดออกขึ้นมา
พอฉันเดินออกจากห้องสอบด้วยอารมณ์ดี ก็เห็นแต่คนร้องไห้กันระงม
เสียงสะอื้นก่อนหน้านี้กลายเป็นร้องไห้โฮ เหมือนงานศพเลย
สุดท้ายได้ยินมาว่า คะแนนเฉลี่ยคณิตศาสตร์อยู่ที่สามสิบถึงห้าสิบคะแนน (เต็ม 150)
คณิตศาสตร์สอบวันแรก วิชานี้ทำให้คนจำนวนมากหมดความมั่นใจ ส่งผลต่อการสอบในวันต่อๆ ไปของหลายคน
เฮอเซียงก็เป็นหนึ่งในนั้น
ทั้งที่เดิมทีจะเข้ามหาวิทยาลัยชิงหว๋าหรือเป่ยต้าอยู่แล้ว แต่กลับพลาดไป
ถึงแม้จะไม่ต่างกันมาก ยังได้เข้ามหาวิทยาลัยระดับ 985 แต่มันก็น่าเสียดายอยู่ดี
ตัวเธอเองก็คงมีเรื่องอัดอั้นที่พูดออกมาไม่ได้เหมือนกัน
ส่วนฉันกลับกลายเป็นว่าเคราะห์ดีได้ดี ทำข้อสอบได้ดีเกินคาด
ชนะที่ใจใหญ่
นี่คือโชคชะตาเหรอ? ฉันจ้องมองเธอนิ่ง
“เฮ้ย ใจลอยไปไหนแล้วเนี่ย?” เธอโบกมือเล็ก ๆ ตรงหน้าฉัน
“อยู่แล้ว!” ฉันได้สติยิ้มออกมา
“คิดอะไรอยู่? ใจลอยซะขนาดนั้น” เธอถามด้วยความสงสัย
คำถามนี้ดันมาเตือนฉันพอดี ประโยคที่นักพรตเฒ่าส่งให้ฉัน ฉันยังคิดไม่ออกเลย
เฮอเซียงต้องเข้าใจแน่
เธอไม่ใช่แค่เรียนเก่ง ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวรรณคดีของเธอยังเหนือชั้นกว่าใคร
เป็นพวกที่สามารถใช้วรรณคดีแบบโบราณเขียนนิยายยาว แต่งบทละครประวัติศาสตร์ได้
ถ้าเธอไม่เข้าใจ โลกนี้ก็คงไม่มีใครเข้าใจแล้วล่ะ
ฉันรีบพูดประโยคของนักพรตเฒ่าซ้ำอีกครั้ง: “ขึ้นใต้ลงเหนือ หมายความว่ายังไงเหรอ?”
เฮอเซียงมองฉันด้วยสายตาแปลก ๆ เหมือนมองทะลุถึงใจฉันได้ มองจนฉันขนลุก
“อะไร?” ฉันถามอย่างงง ๆ
“ทำไมถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลยล่ะ?” เฮอเซียงเอียงคอมองฉัน
ดูสีหน้าเธอปุ๊บฉันก็รู้เลย ว่าเธอรู้มากกว่าฉันแน่นอน
ฉันยึกยักตอบไปว่า: “ไม่มีอะไร แค่เห็นกระดาษครึ่งแผ่นเขียนคำนี้ไว้ นึกว่าไม่ใช่สุภาษิต เลยถามดูด้วยความสงสัยเฉย ๆ”
เฮอเซียงเป็นคนใสซื่อมาก เธอไม่ได้สงสัยอะไร จึงเล่าเรื่อง “ขึ้นใต้ลงเหนือ” ให้ฟัง
แผนที่จีนโบราณ เดิมทีทิศใต้อยู่บน ทิศเหนืออยู่ล่าง เพราะชาวบ้านไม่ค่อยเดินทางไกล คนที่ใช้แผนที่มักจะเป็นกษัตริย์และขุนนาง ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หรือแม่ทัพ เวลาตั้งค่ายก็จะนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ หันหลังให้ทิศเหนือ ตามมุมมองนี้ จึงวาดทิศใต้ไว้ข้างบน
สมัยโบราณนับถือทิศใต้เป็นใหญ่ ทิศใต้คือหยาง ทิศเหนือคือหยิน การได้เป็นฮ่องเต้คือ “หันหน้าไปทางทิศใต้เพื่อเป็นใหญ่” พ่ายแพ้เรียกว่าแพ้ไปทางเหนือ (พ่ายแพ้) รองลงมาคือนับถือทิศตะวันออก ทิศตะวันตกรองลงไปอีก ดังนั้นองค์ชายรัชทายาทจึงอยู่ตำหนักตะวันออก
มีสุภาษิตหนึ่งเรียกว่าใต้ฟ้าเหนือดิน ก็เพราะเหตุนี้ ฟ้าคือทิศใต้คือบน ดินคือทิศเหนือคือล่าง
จนถึงยุคราชวงศ์ชิง แผนที่จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นบนเหนือใต้ล่าง
สมัยโบราณโดยทั่วไปห้องน้ำอยู่ทางทิศใต้ (หรือตะวันตกเฉียงใต้) เพื่อระบายกลิ่น ให้ห่างจากเรือนหลัก ห้องครัวอยู่ทางทิศเหนือ (หรือตะวันออกเฉียงเหนือ) เพื่อความสะดวกในการก่อไฟให้ความอบอุ่น
ดังนั้นเวลาไปห้องน้ำจึงเดินไปทางทิศใต้ เรียกว่า ขึ้นห้องน้ำ เวลาไปห้องครัวเดินไปทางทิศเหนือ เรียกว่า ลงห้องครัว
“แน่นอน ที่เรียกว่าขึ้นห้องน้ำลงห้องครัว ไม่ใช่แค่เพราะเหตุผลขึ้นใต้ลงเหนือเท่านั้นนะ” พูดถึงตรงนี้ เฮอเซียงก็หยุดกึก
ฉันยังฟังเพลิน ๆ อยู่เลย ทำไมถึงเบรกกะทันหันล่ะ?
เฮอเซียงยิ้มตาหยีมองฉัน: “ขึ้นใต้ลงเหนือจบแล้ว ต่ออีกก็จะออกทะเลแล้วนะ”
“ไม่เป็นไร ๆ ขึ้นห้องน้ำลงห้องครัวพูดให้จบก่อนสิ จะพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ได้ไง ยังมีเหตุผลอะไรอีกเหรอ?” ฉันถามด้วยความสงสัย