.
“อืม...”
เด็กสาวที่ถูกกดอยู่ใต้ร่างส่งเสียงครางอย่างไม่พอใจ ทว่านางถูกกำยานสะกดใจจนมึนงง ไม่อาจตื่นขึ้นมาได้ ราวกับกำลังฝันร้าย
กู้หวนจือจึงยอมผละจากริมฝีปากอ่อนนุ่มของนางอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาของเขายิ่งลึกล้ำท่ามกลางความมืด
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนของเด็กสาวถูกจูบจนแดงระเรื่อ ทั้งยังชุ่มฉ่ำเป็นประกาย
กู้หวนจือมองนางด้วยแววตาลึกล้ำ ราวกับสัตว์ตัวหนึ่งที่คอยคลอเคลียผิวเนียนนุ่มนั้นอย่างเอาใจ...
ตลอดครึ่งเดือนที่เดินทางกลับเมืองหลวง กู้หวนจืออยากทำเช่นนี้มานานแล้ว เพียงได้เห็นหยุนอู้ ความคิดอันต่ำช้าภายในใจก็ผุดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง หากมีใครในค่ายทหารพูดกับนางมากกว่าหนึ่งประโยค เขาก็อดหึงหวงไม่ได้
บัดนี้นางถูกเขาหลอกพากลับเมืองหลวง เข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพของเขาแล้ว นางย่อมเป็นคนในกำมือของเขา
กู้หวนจือคิดว่าหยุนอู้คงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาตลอดทั้งวัน จึงฝืนข่มความปรารถนาที่พลุ่งพล่านเอาไว้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังนั่งอยู่ข้างเตียงด้วยสายตาลึกล้ำ ไม่อยากจากไปในตอนนี้ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ชุดซึ่งหยุนอู้พับไว้อย่างเรียบร้อยข้างเตียง
กู้หวนจือหยิบชุดนั้นขึ้นมา เนื้อผ้าไม่ได้ดีนัก แต่ระหว่างเดินทางร่วมกับกองทัพมีข้อจำกัด จะหาชุดเนื้อผ้าดี ๆ เช่นนั้นได้อย่างไร
กู้หวนจือคิดว่ามีเพียงชุดที่เนื้อนุ่มราวผ้าแพรเมฆาเท่านั้นจึงจะเหมาะกับหยุนอู้ เมื่อนึกภาพนางสวมอาภรณ์หรูหราแล้วเรียกเขาว่าแม่ทัพอย่างว่าง่าย เลือดลมในกายเขาก็พลุ่งพล่านขึ้นมา
เขาอดไม่ได้ที่จะซุกใบหน้าลงในชุดนั้น สูดดมกลิ่นของหยุนอู้ที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างตะกละตะกลาม
กลิ่นหอมชวนลุ่มหลงอบอวลอยู่ตรงปลายจมูก ราวกับหยุนอู้กำลังอยู่ในอ้อมแขนของเขา ความรู้สึกนี้ช่วยปลอบประโลมใจที่กำลังไหววูบของกู้หวนจือได้บ้าง
*
เช้าตรู่วันถัดมา
หยุนอู้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ทว่าในชั่วขณะนั้นสติยังไม่แจ่มชัดนัก นางค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง เส้นผมดำขลับทิ้งตัวลงบนไหล่อย่างนุ่มนวล
เมื่อคืนนี้นางหลับสนิทเหลือเกิน ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด ราวกับพอลืมตาขึ้นมาก็เป็นวันใหม่เสียแล้ว
【โฮสต์ อรุณสวัสดิ์!】
ระบบเสี่ยวไป๋เองก็ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน มันหาวพลางทักทายหยุนอู้ นางยิ้มแล้วตอบกลับไปว่าอรุณสวัสดิ์ เสี่ยวไป๋ดีใจจนแทบลอยอยู่ในมิติระบบ โฮสต์คนงามของมันยิ้มให้มันด้วย!
เวลานั้นเอง เสียงเคาะประตูสองครั้งก็ดังมาจากด้านนอก
“คุณหนูตื่นหรือยังเจ้าคะ? บ่าวชื่อฝูหลิง แม่ทัพกู้ให้มาคอยปรนนิบัติคุณหนูเจ้าค่ะ”
สติของหยุนอู้กลับคืนมาเกือบหมดแล้ว นางดึงผ้าห่มที่เลื่อนลงขึ้นมาคลุมกาย แม้จะเป็นสตรีเหมือนกัน แต่นางก็ยังรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง จากนั้นจึงตอบออกไปว่า “ตื่นแล้ว”
เมื่อประตูห้องเปิดออก สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว มือประคองเสื้อผ้าไว้
ครั้นเห็นใบหน้าของเด็กสาวบนเตียง นางก็อดชะงักลมหายใจไม่ได้ แต่ไม่นานก็ได้สติ รีบก้มตัวลงคำนับ
“บ่าวฝูหลิงคารวะคุณหนูเจ้าค่ะ” ฝูหลิงกล่าว พลางยกเสื้อผ้าในมือขึ้นเล็กน้อย “บ่าวจะช่วยคุณหนูเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างหน้าแต่งตัวเจ้าค่ะ”
หยุนอู้เห็นเสื้อผ้าในมือของฝูหลิง เนื้อผ้าดูหรูหราราคาแพง นางจึงเหลือบมองชุดของตนที่สวมเมื่อวานโดยไม่รู้ตัว ทว่าตรงหัวเตียงกลับว่างเปล่า นอกจากหมอนนุ่มแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่
ก่อนเข้านอนเมื่อคืน นางจำได้ชัดว่าพับชุดวางไว้เรียบร้อยแล้ว เหตุใดจึงหายไปล่ะ?
หรือว่าฝูหลิงเห็นว่าชุดนั้นล้าสมัย จึงเอาไปทิ้งแล้ว?
หยุนอู้ยังไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน ฝูหลิงก็เดินเข้ามาจะช่วยนางสวมเสื้อผ้า นางรีบปฏิเสธว่า “มะ...ไม่ต้องหรอก ข้าแต่งตัวเองดีกว่า”
ฝูหลิงไม่ได้ดึงดัน รีบถอยกลับไปที่เดิมแล้วยอบกายลง “เช่นนั้นบ่าวจะรออยู่ด้านนอกตำหนักเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ ฝูหลิงก็คำนับอีกครั้งก่อนออกไป หยุนอู้ลุกขึ้นสวมชุดใหม่ด้วยตนเอง จนกระทั่งฝูหลิงให้นางนั่งหน้าโต๊ะกระจกทองแดงเพื่อช่วยหวีผม นางจึงสังเกตเห็นรอยแดงจาง ๆ ที่แก้มทั้งสองข้างใกล้ริมฝีปาก
ดูคล้ายรอยที่ถูกใครหยิกทิ้งไว้
หยุนอู้จ้องใบหน้างามล่มเมืองที่สะท้อนอยู่ในกระจก แล้วยกมือขาวผ่องราวหยกขึ้นแตะรอยแดงจาง ๆ นั้นเบา ๆ
ระบบเสี่ยวไป๋ก็ไม่ได้บอกว่ามีใครเข้ามาหลังจากนางหลับไปเมื่อคืน คงเป็นนางเผลอทำเองกระมัง
*
กู้หวนจือสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีเข้ม ดูสง่างามผึ่งผาย ระหว่างคิ้วมีไอสังหารเจืออยู่หลายส่วน เป็นความเหี้ยมเกรียมที่ติดตัวมาจากการกรำศึกในสนามรบมานานปี
เขากำลังเดินผ่านระเบียงเพื่อไปหาหยุนอู้ ทันใดนั้นเยว่ชิง รองแม่ทัพคนสนิทก็รีบรุดเข้ามารายงาน
“ท่านแม่ทัพ องค์หญิงเวินอี๋มาแล้วขอรับ”
สีหน้าของกู้หวนจือยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงแววตาที่ฉายความรำคาญวูบหนึ่ง เขาเคยอยู่ในวังตั้งแต่เด็ก จึงรู้จักกับเวินอี๋มาตั้งแต่เล็ก เดิมทีเขากำลังจะให้เยว่ชิงพานางไปรอที่โถงรับรอง แต่กลับเห็นเวินอี๋เดินอาด ๆ เข้ามาเสียก่อน
เวินอี๋เห็นกู้หวนจือยืนอยู่ใต้ระเบียงอย่างสง่างาม ก็ยิ้มหน้าบานแล้วร้องเรียก “กู้หวนจือ!”
กู้หวนจือไม่ได้ยินดีเช่นเดียวกับเวินอี๋ เขาเพียงประสานมือค้อมกายเล็กน้อย “กระหม่อมถวายบังคมองค์หญิง”
“ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นเถิด” เวินอี๋หยุดยืนตรงหน้าเขาแล้วยิ้มกล่าว “เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องทำตัวห่างเหินถึงเพียงนี้!”
กู้หวนจือไม่ได้ตอบ ริมฝีปากบางเม้มแน่น ยิ่งขับให้เขาดูเย็นชา ไหล่กว้างเอวสอบ แม้สวมเพียงชุดลำลองก็ยังดูคมเข้มดุดัน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาทำให้เวินอี๋หน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หัวใจดวงน้อยยิ่งเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
กู้หวนจือมีชื่อเสียงว่าไม่สนใจสตรี แต่ตั้งแต่เล็กจนโต ก็มีเพียงเวินอี๋ที่พอจะพูดคุยกับเขาได้สองสามคำ เรื่องนี้ทำให้นางอดลำพองใจไม่ได้ คิดว่าตนต้องเป็นคนพิเศษอย่างแน่นอน
เวินอี๋ยิ้มแล้วกล่าวกับกู้หวนจือ “เราไม่ได้พบกันตั้งนาน วันนี้ต้องนั่งคุยรำลึกความหลังกันให้ดี!”
กู้หวนจือขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาอยากอยู่ข้างกายหยุนอู้ทุกขณะ ไม่มีช่วงว่างแม้แต่นิดเดียว ขณะที่กำลังจะปฏิเสธ ก็เห็นคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทั้งวันทั้งคืนเดินเข้ามา
เวินอี๋เห็นกู้หวนจือมองไปทางด้านหลังนาง จึงหันกลับไปตามสายตา แล้วก็เห็นสตรีผู้หนึ่งที่มีรูปโฉมงดงามยิ่งปรากฏขึ้นเบื้องหลัง
เส้นผมดำขลับเกล้าเป็นมวยเมฆ ใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมงามดุจดอกบัวแรกแย้ม ดวงตาคู่งามกระจ่างใสราวสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ร่างเล็กบอบบางดูนุ่มนวลไร้กระดูก ผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะ ประหนึ่งสัมผัสเพียงนิดก็จะแตกสลาย
กู้หวนจือมองหยุนอู้ด้วยแววตาลึกล้ำ ภายใต้ดวงตาเย็นชานั้นซ่อนความละโมบอันไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้
เขารู้อยู่แล้วว่าเสื้อผ้าที่เลือกให้หยุนอู้เหมาะกับนางที่สุด
ผ้าแพรเมฆาชั้นเลิศนั้นไม่มีทางเสียดสีผิวบอบบางของนางให้แดงระคายได้ รูปแบบรัดเอวทำให้เอวคอดกิ่วของนางดูราวกับโอบได้ด้วยมือเดียว สีชมพูรากบัวขับให้นางงดงามดุจดอกไม้แรกแย้ม
ทันทีที่หยุนอู้ปรากฏตัว เลือดในกายของกู้หวนจือก็พลุ่งพล่านอย่างเงียบงัน เขาอยากซ่อนนางที่งดงามเช่นนี้ไว้ นางเป็นของเขาเพียงคนเดียว
เป็นของเขาคนเดียว!
เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว!
ภายนอกกู้หวนจือดูเย็นชาดุจสายลมจันทร์กระจ่าง ไม่ข้องแวะกับสตรี ทว่าภายในใจกลับมืดมนยิ่งนัก
เส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมาอย่างเงียบงันกำลังร่ำร้อง ให้เขาดึงเด็กสาวแสนบอบบางนุ่มนวลเข้ามาในอ้อมแขนเดี๋ยวนี้ เพื่อให้นางไม่มีวันจากเขาไปได้อีก!
