*
เมื่อซูจิ่งเฉินเดินลงมาถึงห้องเต้นรำ ผู้คนก็ทยอยมาถึงกันเกือบครบแล้ว
“ดูเร็ว! คุณชายซูมาแล้ว!”
“ไม่รู้เลยว่าคืนนี้ใครจะโชคดีได้เป็นคู่เต้นรำของคุณชายซู!”
ซูจิ่งเฉินไม่สนใจเสียงรอบข้าง ใบหน้าหม่นทะมึนขณะเดินไปหาซืออวี้กับจี้หมิงเซวียนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“เป็นอะไรไป จิ่งเฉิน?”
จี้หมิงเซวียนถามพลางแกว่งแก้วไวน์แดงในมือ ดวงตาฉายแววสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าของซูจิ่งเฉินย่ำแย่เหลือเกิน
เขาจำได้ว่าก่อนซูจิ่งเฉินออกไปเมื่อครู่ ท่าทางไม่ได้เป็นแบบนี้สักหน่อย
ซูจิ่งเฉินไม่ตอบ เพียงคว้าแก้วไวน์แดงจากมือจี้หมิงเซวียน แล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด
ดวงตาดอกท้อคู่งามของซืออวี้หรี่ลงเล็กน้อย คล้ายคิดอะไรบางอย่างได้
“นาย... อย่าบอกนะว่าโดนเขี่ยทิ้งมา?”
“อย่ามายุ่งกับฉัน”
ซูจิ่งเฉินขมวดคิ้วพูด จากนั้นก็โยนแก้วเปล่าในมือให้บริกรที่กำลังเติมเครื่องดื่มอย่างไม่ใส่ใจ
จี้หมิงเซวียนมองซูจิ่งเฉินอย่างไม่อยากเชื่อ “จิ่งเฉินก็โดนทิ้งเป็นด้วยเหรอ?”
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ?”
ซืออวี้ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ยิ่งเบิกบานกว่าเดิม ก่อนยกมือไปตบไหล่ซูจิ่งเฉินเบา ๆ
“แต่ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าผู้หญิงคนไหนใจกล้าขนาดนั้น?”
ซูจิ่งเฉินไม่สนใจคำหยอกล้อของซืออวี้ เอาแต่ดื่มเหล้าไปตามลำพัง จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นบริเวณไม่ไกลเบื้องหน้า มือที่กำลังถือแก้วก็ชะงักไปทันที
จี้หมิงเซวียนซึ่งไม่ค่อยมีหัวคิดไม่ทันสังเกตเห็น แต่ซืออวี้กลับเห็น เขามองตามสายตาของซูจิ่งเฉินไป
ตรงโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกล มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ในชุดราตรีสีขาวผ่าข้าง เรือนผมยาวเกล้าขึ้น เผยใบหน้าเล็กงดงามประณีต
เมื่อมองจากด้านข้าง ส่วนโค้งเว้าของรูปร่างชวนมองเป็นอย่างยิ่ง ชุดราตรีที่ผ่าข้างเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนเกือบครึ่งหนึ่ง
ซืออวี้มองหญิงสาวหน้าหวานแสนอ่อนโยนคนนั้นอย่างสนอกสนใจ เธอไม่ทันรู้ตัวว่ามีสายตาจับจ้องมาจากทางนี้ กำลังพูดคุยกับคนตรงหน้าอยู่
