*
ชื่ออย่างเถี่ยหนิว เสี่ยวเฉียงอะไรพวกนั้นไม่ได้ถูกนำมาตั้งให้เด็ก ๆ ฉีเหยียนกับหยุนอู้พลิกอ่านตำราโบราณ แล้วเลือกชื่อที่ไพเราะมาหลายชื่อ ก่อนจะตกลงกันได้ในที่สุด
บุตรชายคนโตชื่อฉีจิ่นจือ บุตรสาวคนโตชื่อฉีมู่หยุน ส่วนบุตรชายคนรองชื่อฉีสุย
เจ้าก้อนแป้งทั้งสามแสดงนิสัยของตัวเองให้เห็นตั้งแต่ยังอยู่ในห่อตัว
วังเสวียนซวงที่เคยเงียบสงบมาแต่ไหนแต่ไร บัดนี้ก็มีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย ในตำหนักบรรทมมีเปลเล็ก ๆ สามหลัง แต่ละหลังมีทารกที่ยังพูดไม่ได้อยู่ในนั้น
เวลานี้ฉีเหยียนกับหยุนอู้กำลังดูแลพวกเขา องค์รัชทายาทเหวินจิ่งก็มาเยี่ยมด้วย
เขาอยากมาเยี่ยมตั้งนานแล้ว แต่กังวลว่าเด็ก ๆ เพิ่งคลอด ยังตัวเล็กเกินไป กลัวจะรบกวนจึงรออยู่ระยะหนึ่งกว่าจะมาถึงวังเสวียนซวง
“คารวะจอมเทพใต้เท้า เทพมารดาเหนียงเหนียง”
“ลุกขึ้นเถิด”
ฉีเหยียนเอ่ยเสียงเรียบ จากนั้นก็เตรียมวางฉีสุย บุตรชายคนรองที่กำลังดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนลงบนเปล
หยุนอู้รีบรับทารกน้อยจากอ้อมแขนของฉีเหยียนมาอุ้มไว้
“อาสุยเด็กดี...”
นางปลอบเสียงนุ่มนวล ฉีสุยในอ้อมแขนเป็นเด็กที่ซุกซนและกระฉับกระเฉงที่สุด
มือป้อมสองข้างยื่นออกมาจากห่อตัว ส่งเสียงอ้อแอ้หาหยุนอู้ แถมยังดิ้นรนอยากให้นางผู้เป็นมารดาคนงามอุ้มไว้
ฉีเหยียนมองหยุนอู้ที่กำลังตั้งใจปลอบลูกน้อยอยู่ข้างกายด้วยแววตาน้อยใจ เจ้าตัวเล็กคนนี้ซนกว่าพี่ชายกับพี่สาวมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชอบเกาะติดหยุนอู้
