*
บนถนนย่านซีซื่อในเมืองหลวงมีจวนแห่งหนึ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของตระกูลหยุนซึ่งย้ายมาอยู่เมื่อครึ่งปีก่อนและเป็นพ่อค้าหลวง
บ้านฝั่งตรงข้ามเป็นที่อยู่ของบัณฑิตหลิน ขุนนางบุ๋นชั้นเก้าตัวเล็ก ๆ ซึ่งก็คือบิดาของหลินจิ้งอวิ๋น ตอนนี้คงต้องเรียกเขาว่าใต้เท้าหลินแล้ว
แม้เขาจะสอบได้จวี่เหรินเอาเมื่อตอนวัยกลางคน แต่ได้เป็นขุนนางชั้นเก้าที่งานไม่หนักก็ถือว่าดีแล้ว ยิ่งย้ายมาอยู่เมืองหลวงและได้เข้าเฝ้าในราชสำนักยามเช้า ถึงจะได้เพียงยืนอยู่ท้ายแถวขุนนาง มองเห็นฝ่าบาทแต่ไกล ก็ถือว่าเป็นบุญคุณจากบรรพบุรุษแล้ว
นับแต่พ่อหยุนได้เป็นพ่อค้าหลวง เขาก็ยิ่งยุ่งมากขึ้น ทั้งช่วยราชสำนักขนส่งเกลือ ทั้งทำเครื่องกระเบื้อง จนได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำ
ส่วนครึ่งปีมานี้ หยุนอู้กลับว่างขึ้นมาก มีเพียงบางครั้งที่ได้รับเทียบเชิญไปร่วมงานเลี้ยง
แต่สถานะบุตรสาวพ่อค้าหลวงของนางในเมืองหลวงก็ไม่ได้สูงส่งอะไร ในงานเลี้ยงคงมีแต่คุณหนูจากตระกูลขุนนางเสียเป็นส่วนใหญ่ นางจึงไม่ค่อยอยากเข้าไปคลุกคลีด้วย
หยุนอู้จึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ เทียบเชิญที่ส่งมาถึงล้วนหาข้ออ้างปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
มีเพียงหลินจิ้งอวิ๋นสหายสนิทที่แวะมาหาหยุนอู้อยู่เสมอ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันบ้าง บางครั้งก็ออกไปเที่ยวเล่นด้วยกัน
วันนี้หลินจิ้งอวิ๋นก็มาอีกแล้ว
ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาวของปี อากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ช่วงหลายวันนี้หนาวจัดจนชวนให้รู้สึกว่าหิมะใกล้จะตกเต็มที
เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ภายในห้องนอนอบอุ่นเป็นพิเศษจากเตาถ่าน หยุนอู้นอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนตั่งนุ่ม
จู่ ๆ นางก็ได้ยินเสียงคุ้นหูที่แฝงความขี้เล่นดังขึ้น
“ภาพสาวงามเอนกายบนตั่งเช่นนี้ ข้าช่างมีวาสนาได้เห็นจริง ๆ”
หยุนอู้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วก็เห็นหลินจิ้งอวิ๋นเดินเข้ามาจริง ๆ นางขยี้ตาอย่างงัวเงีย ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง
