*
หยุนอู้ก้าวเข้าไปในห้องทรงพระอักษรทีละก้าว นางรู้สึกว่าฝีเท้าหนักอึ้งอยู่บ้าง
แต่แท้จริงแล้ว การลาจากไม่ได้ทำให้นางร้องไห้ฟูมฟายหรือเจ็บปวดแสนสาหัสอย่างที่คิด บางทีสิ่งที่มากกว่าคือการยอมรับและปล่อยวางอย่างสงบใจ
เพิ่งก้าวเข้าไปในห้องทรงพระอักษร หยุนอู้ก็ถูกคลุมร่างด้วยฉลองพระองค์มังกรอันอบอุ่น ร่างกายที่เย็นเล็กน้อยพลันอบอุ่นขึ้น
“ข้างนอกฝนตก เจ้ายังยืนคุยกับเขาตั้งนาน ไม่กลัวจะหนาวหรือ”
ฉีอวี้ขมวดคิ้วพลางกล่าว ก่อนก้มลงผูกสายฉลองพระองค์ให้เรียบร้อย จากนั้นก็จูงมือนางที่เย็นเฉียบไปนั่งข้างเตาอุ่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
ไม่รู้ว่าฉีอวี้ให้คนยกเตาอุ่นขนาดเล็กมาตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อใด ทั้งที่ปกติต้องรอให้อากาศหนาวกว่านี้จึงจะนำออกมาใช้
เขาคุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้านาง พลางถูมือที่เย็นเล็กน้อยของนาง ก่อนใช้ฝ่ามืออุ่นจัดแตะท้องของหยุนอู้เบา ๆ
“ตอนนี้เจ้ามีอีกชีวิตอยู่ในท้อง ยิ่งป่วยไม่ได้เข้าไปใหญ่”
สิ่งที่ฉีอวี้กังวลไม่ใช่เด็กในครรภ์ แต่เป็นเพราะกลัวว่าร่างกายอ่อนแออยู่แล้วของนางจะล้มป่วยจนต้องทนทุกข์อีก
หมอหลวงบอกว่าครรภ์นี้ของนางไม่ค่อยมั่นคงนัก จึงไม่อาจมีความเสี่ยงแม้แต่น้อย มิฉะนั้นอาจต้องเสียทั้งแม่และลูก
หยุนอู้ดึงฉลองพระองค์มังกรที่คลุมกายอยู่เล็กน้อย ร่างกายค่อย ๆ อุ่นขึ้นแล้ว
ฉีอวี้เงยหน้ามองหยุนอู้ แววตาเย็นเยียบยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“วันนี้...แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ต่อไปเราจะไม่ให้เจ้าได้พบเขาอีก และไม่อนุญาตให้เจ้าคิดถึงเขาด้วย”
“จะไม่มีอีกแล้ว ข้าจะอยู่ในวังอย่างดี แต่...”
หยุนอู้สูดจมูกก่อนเอ่ย ดวงตาคู่สวยชุ่มวาวรวบรวมความกล้าแล้วจ้องฉีอวี้ตรง ๆ
“ข้าหย่ากับลู่จื่ออิ๋นแล้ว คนในตระกูลลู่ล้วนบริสุทธิ์ เจ้าเอาชีวิตพวกเขามาข่มขู่ข้าไม่ได้อีกแล้ว”
“เจ้าคิดว่าพูดเช่นนี้แล้วเราจะปล่อยเจ้าไปหรือ? อย่าฝันไปเลย”
ฉีอวี้กล่าวเสียงเหี้ยมเกรียม ความปรารถนาครอบครองในดวงตาแทบจะล้นทะลัก เขาลุกขึ้น ใช้มือข้างหนึ่งยันเตียงนุ่มไว้ อีกมือกดท้ายทอยนางแล้วจูบนางอย่างหนักหน่วง
