ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกระต่ายที่เอาหัวชนกรง เห็นได้ชัดว่ามันทรมานจนเสียสติไปแล้ว
คนส่วนใหญ่ในงานเลี้ยงจับจ้องพวกมันอย่างไม่ละสายตา มีส่วนน้อยที่เบือนหน้าหนีเพราะทนดูไม่ได้ แต่ในแววตาล้วนแฝงความอยากรู้ต่อผลลัพธ์
เสิ่นชิงซานมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วมองคนที่หลินไห่เชิงให้เฝ้าอยู่ข้างกรงอีกที เขาพูดเสียงเบาว่า “เขาก็กลัวตายเหมือนกัน ถึงได้เอากระต่ายมาทดลอง ก็กลัวว่าหลังจากกระต่ายสัมผัสไวรัสซอมบี้แล้วจะกลายพันธุ์หรือกลายเป็นกระต่ายซอมบี้มาทำร้ายเขา”
หวังหวยชวนพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “จะไม่ให้กลัวได้ยังไง ถ้ากระต่ายกลายพันธุ์แล้วร่างขยายใหญ่ขึ้น แค่กรงคงขังพวกมันไม่อยู่ ถ้ามีคนในงานเลี้ยงได้รับบาดเจ็บเพราะกระต่ายที่กลายพันธุ์หรือกลายเป็นซอมบี้ ละครที่เขาเตรียมไว้ในวันนี้ก็คงลดประสิทธิภาพลงไปเยอะ”
คำพูดนี้ เสิ่นชิงซานเห็นด้วย
หงเหวยที่งามสง่าและสุขุม ในมือหลอมรวมลูกแก้วแสงสีขาว แล้วปล่อยลงบนตัวกระต่ายสองตัวที่กำลังต่อสู้กับไวรัสซอมบี้อยู่ข้าง ๆ
ไม่นาน ทุกคนก็เห็นกระต่ายสองตัวที่ถูกแสงสีขาวปกคลุมสงบลง ไม่มีท่าทีกระวนกระวายเหมือนเมื่อครู่ ถึงกับยืนอยู่กับที่
ส่วนกระต่ายอีกสองตัวยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม กระโดดโลดเต้นอยู่ในกรง
ผ่านไปประมาณห้านาที กระต่ายสองตัวที่ได้รับการบำบัดด้วยแสงสีขาวก็ฟื้นเป็นปกติ บาดแผลบนตัวก็หายดี ไม่มีร่องรอยของการถูกไวรัสซอมบี้แพร่เชื้อเลยแม้แต่น้อย
ในเวลาเดียวกัน กระต่ายอีกสองตัว ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำแดง ดวงตาที่เดิมนับว่าน่ารัก บัดนี้เผยความดุร้ายออกมาชัดเจน
