นางหลิวถูกคำพูดของสามีทำเอาตกใจ หัวใจพลันสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
บัดนี้นางจึงนึกขึ้นได้ว่า บุตรชายคนรองที่ออกจากบ้านไปพร้อมสามีเมื่อเช้านี้ จนถึงตอนนี้ยังไม่กลับจวน
“เจียง... เจียงซง?” นางหลิวราวกับถูกฟ้าผ่า รีบยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง หัวใจพลันเต้นกระหน่ำ
ทว่าความเป็นห่วงเวินเจียงซงมีเพียงชั่ววูบ ความคิดของนางก็ถูกความปลอดภัยของเวินชิงจือเข้าครอบงำในทันที
พูดไปแล้ว เวินเจียงซงก็เติบโตมาโดยมีฮูหยินผู้เฒ่าเลี้ยงดู เขากับนางมิได้คิดเป็นใจเดียวกันเลย
ต่อให้นางร้อนใจรีบไปห่วงใยเวินเจียงซง ทั้งยังวิงวอนเทพยดาให้เขาหายดี เวินเจียงซงก็ไม่มีวันยืนอยู่ข้างนาง
นางหลิวกะพริบตาถี่ ๆ ข่มความรู้สึกที่ผุดขึ้นในใจลงไป ก่อนมองเวินเซี่ยวชิงอย่างตึงเครียด พลางร่ำไห้ว่า “ข้าแค่ร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก ข้าจะไม่ห่วงลูกได้อย่างไร เจียงซงเป็นลูกแท้ ๆ ของข้านะ!”
“ท่านบอกข้าสิว่าเจียงซงเป็นอะไร เหตุใดจนป่านนี้ยังไม่กลับมา เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ท่านก็พูดมาสิ!”
เวินเซี่ยวชิงเงียบงัน สีหน้าตึงขรึม จ้องนางเขม็ง เมื่อเห็นความร้อนรนบนใบหน้านางดูไม่เหมือนเสแสร้ง จึงถอนหายใจอย่างจนใจ
ไม่ว่าเขาจะไม่พอใจนางหลิวเพียงใด อย่างไรนางก็เป็นมารดาของบุตรเขา
“เจียงซงบาดเจ็บสาหัสเพราะปกป้องฝ่าบาท ตอนนี้ยังหมดสติไม่ฟื้น ในเมื่อเจ้าห่วงลูก ก็เก็บข้าวของแล้วไปดูเขาที่วังเถิด”
เวินเซี่ยวชิงรินชาให้ตนเองอีกถ้วย แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“บ่าวไพร่เหล่านั้นจะเอาใจใส่เพียงใด ก็เทียบกับคนในครอบครัวไม่ได้”
นางหลิว “...” นางไม่อยากไป
นางแค่แสร้งทำไปอย่างนั้น ไม่คิดเลยว่าเวินเซี่ยวชิงจะอยากให้นางเข้าวังไปดูแลเวินเจียงซง
เมื่อนึกถึงเวินชิงจือที่ยังอยู่ในคุก หัวใจนางหลิวก็พลันหม่นเศร้า
ชิงจืออุตส่าห์ตรากตรำทำงานเพื่อจวนหย่งกั๋วทั้งกลางวันกลางคืน บัดนี้กลับต้องติดคุก นอกจากนางผู้เป็นมารดาแล้ว กลับไม่มีใครยื่นมือช่วยเลยสักคน
