ยามออกเดินทาง ซุนมามาเร่งขึ้นรถม้าก่อนเป็นคนแรก เหลือบมองเวินซานจินพลางยิ้มเยาะ
“คุณหนูใหญ่ บ่าวชรารู้สึกไม่สบายขึ้นมากะทันหัน เกรงว่าจะนำเชื้อโรคมาติดท่าน หากเป็นเช่นนั้น……”
นางชี้นิ้วไปยังรถม้าหรูหราคันหน้า “คุณหนูใหญ่ไปขึ้นรถคันนั้นเถิด บ่าวชราจะไปเบียดอยู่หลังรถขนสัมภาระก็พอ”
เวินซานจินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
นางจะมีน้ำใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ซุนมามาพูดจบก็จะขึ้นรถทันที ดูไม่คล้ายคนไม่สบายแม้แต่น้อย กิริยาปีนขึ้นรถม้ารวดเร็วราวกับทนรอไม่ไหว
เวินซานจินจ้องมองรถม้าหรูหราตรงหน้าอย่างครุ่นคิด “มามา รถม้าที่ท่านนำมานี้ แต่ก่อนใครเป็นผู้ใช้?”
ซุนมามาชะงักฝีเท้า สีหน้าตื่นตระหนกชั่ววูบ แล้วกลับคืนสู่ปกติในพริบตา
นางทำสีหน้าลำพอง “ย่อมเป็นคุณหนูชิงจือของเรา มิเช่นนั้นทั่วทั้งแคว้นหลิงเยว่ นอกจากกั๋วซือและราชวงศ์แล้ว ผู้ใดคู่ควรใช้เครื่องตกแต่งสูงส่งเช่นนี้เล่า?”
“ก็เพราะคุณหนูชิงจือของเราใจดี เกรงว่าท่านจะลำบากตรากตรำเดินทางไกลไปเมืองหลวง จึงเต็มใจสละรถม้าดี ๆ เช่นนี้ให้”
“น่าเสียดายยิ่ง……”
ซุนมามากวาดสายตาเยาะหยันไปที่เวินซานจิน แล้วถ่มน้ำลายใส่หลังม้า
“ของต่ำต้อยก็คือของต่ำต้อย เกิดในถิ่นทุรกันดารป่าเถื่อน ไม่คู่ควรกับของดี ๆ เลยสักนิด!”
กล่าวจบ ซุนมามาจึงยกมือปิดปากเหมือนหลุดปาก ท่าทีประจบ “คุณหนูใหญ่อย่าถือสา บ่าวกล่าวโทษม้าตัวนี้ หาได้มีความหมายอื่นไม่”
เวินซานจินไม่สนใจคำว่าร้ายของนาง สมาธิทั้งหมดจับจ้องไปที่สลักยันต์คุ้มภัยบนหลังคารถม้า
ของสิ่งนี้คล้ายเครื่องรางคุ้มกาย โดยทั่วไปสลักไว้บนหลังคารถม้าเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย พิทักษ์ความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร
แต่ยันต์นี้……
เวินซานจินเพ่งพินิจ ยืนยันว่าตนมิได้ดูผิด
ยันต์นี้ละม้ายยันต์คุ้มภัยยิ่ง แทบต่างกันเพียงเส้นเดียว แต่เวินซานจินมั่นใจนัก——นี่คือยันต์อสูรที่ใช้เรียกวิญญาณร้ายและอสูรกาย
ดูท่า ซุนมามาหวังผลอย่างอื่น!
เมื่อเห็นเวินซานจินไม่ยอมขึ้นรถ ซุนมามาก็บีบชายเสื้อแน่น ก้นบึ้งนัยน์ตาฉายแววรำคาญ
“คุณหนูใหญ่ นี่คือน้ำใจของคุณหนูชิงจือ ท่านอย่าได้ไม่รู้จักดีชั่ว!”
นี่คือคำสั่งเฉพาะจากคุณหนูชิงจือ หากเวินซานจินไม่ขึ้นรถ เรื่องคงเสียการ!
นางคิดจะเร่งเร้าต่อ ก็เห็นเวินซานจินก้าวขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว “มามาอย่าเพิ่งเร่ง รถม้าล้ำค่าเช่นนี้ ข้าย่อมต้องนั่งเป็นธรรมดา!”
ซุนมามาแสยะยิ้มมุมปาก
ช่างเป็นคนโง่เขลาหลงใหลในความฟุ้งเฟ้อ!
ไม่นาน รถม้าทั้งสองคันก็แล่นไปบนเส้นทางเล็กโอบล้อมด้วยป่าไม้ ฟ้าก็ค่อย ๆ มืดลง
ซุนมามาสวดภาวนาอยู่เสมอให้ราตรีมาเยือน พอด้านนอกมืดลง นางก็อดกลั้นหัวเราะร่าไว้ไม่อยู่
นางช่วยคุณหนูชิงจือกำจัดเสี้ยนหนามใหญ่เช่นนี้ ยังไม่รู้อีกว่าคุณหนูชิงจือจะประทานรางวัลแก่นางอย่างไร!
เมื่อคิดได้ดังนี้ แม้แต่เอวที่เมื่อยล้าจากการขดตัวในห้องเก็บสัมภาระก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
ด้วยยันต์อสูรคอยอยู่ เมื่อราตรีมาเยือน วิญญาณร้ายน้อยใหญ่ต่างก็กรูเข้าโจมตีรถม้าที่เวินซานจินนั่งอยู่
ในห้องรถเครื่องหอมโชยฟุ้ง เตาถ่านให้ไออุ่น สว่างไสวและอบอุ่น
เวินซานจินเอนกายสบายบนเบาะนุ่มเนียนลื่น กินขนมหวานเอร็ดอร่อยอย่างสำราญ เป็นพัก ๆ ก็หยิบเมล็ดแตงที่เตรียมไว้ประจำรถขึ้นมาแทะ สุขใจยิ่งกว่าสิ่งใด
กะเวลาพอเหมาะ นางจิบสุราหวานในรถหนึ่งอึก สะบัดนิ้วไปทางหลังคาเบา ๆ
ในพริบตา แสงสีทองก็ห่อหุ้มรถม้าที่นางนั่งอยู่
วิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนไม่ทันระวังพุ่งชนเข้ากับแสงสีทอง มลายหายไปในชั่วพริบตา
กลับกัน ฝ่ายซุนมามากลับประสบเคราะห์
วิญญาณร้ายบุกมาแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางกลับไปมือเปล่า
เมื่อรถม้าคันหน้าโจมตีไม่ได้ พวกมันก็พากันกรูตรงไปที่รถม้าคันหลัง อย่างไรเสียบนรถม้าคันหลังก็มีสิ่งล่อตาล่อใจพวกมันอยู่เช่นกัน
คนขับรถม้าเป็นผู้แรกที่รู้สึกถึงความผิดปกติ ร่ำไห้วิ่งหนีไปยังรถม้าที่เวินซานจินนั่งอยู่ แต่ซุนมามาหาโชคดีเช่นนั้นไม่
นางกำเครื่องรางคุ้มกายที่คุณหนูชิงจือมอบให้แน่น รู้ทั้งรู้ว่ารถม้าแวดล้อมด้วยวิญญาณร้าย ก็ยังไม่ยอมจากไป
ท่องคาถาที่คุณหนูชิงจือสอนให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เชื่อว่าสิ่งนี้จะคุ้มครองนางให้ปลอดภัย
จนกระทั่งวิญญาณร้ายบุกเข้ามาในห้องรถ กัดกินนางอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับพุ่งตรงเข้าหาเครื่องรางในมือนางอย่างไม่หยุดยั้ง นางจึงเบิกตากว้างด้วยความตระหนก
ทว่า สายเกินไปเสียแล้ว
เลือดของซุนมามากระเซ็นใส่เครื่องรางคุ้มกาย เครื่องรางก็ลุกไหม้โดยไร้ไฟ มอดไหม้เกลี้ยงในพริบตา
บนรถม้าคันหน้า เวินซานจินจิบน้ำชารสเลิศ ส่ายหน้ารำพึงถึงความเขลาของซุนมามา
นางช่วยเวินชิงจือฆ่าคน นางก็คือจุดอ่อนของเวินชิงจือ
คนอย่างเวินชิงจือ จะเก็บจุดอ่อนของตนไว้ได้อย่างไร?
ย่อมต้องฆ่าปิดปาก ให้ความตายไร้พยาน จึงจะสะอาดหมดจด
-
ฮั่วซิวฉือได้โอสถแล้ว รีบนำคนกลับเมืองหลวงตลอดคืน
บนเส้นทางเล็กกลางราตรีที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นอายวิญญาณ คณะของเขาเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร น่าหวั่นเกรงจนกลิ่นอายวิญญาณร้ายที่ลอยคลุ้งต้องถอยร่นไปทีละก้าว
ไกลออกไป บนถนนที่อบอวลด้วยกลิ่นวิญญาณ รถม้าคันหนึ่งเปล่งแสงสีทองปรากฏขึ้น
ลูกน้องร่วมขบวนร้องอุทาน “ท่านซื่อ เมื่อครู่คล้ายรถม้าของนักพยากรณ์ที่เราเห็นตอนกลางวัน”
ฮั่วซิวฉือ “……”
เขาพิงกายอยู่บนรถม้าที่มีองครักษ์คุ้มกันหลายชั้น คิ้วขมวดแน่น แววตาล้ำลึกสั่นไหว
ส่วนคนในรถม้าฝั่งตรงข้ามคล้ายจะคำนวณเวลาไว้แล้ว เขาเพิ่งให้กองทหารด้านหลังหยุด ฝ่ายนั้นก็เคลื่อนไหว
ม่านรถถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าคล้ำเล็ก ๆ ยิ้มเจิดจ้า “ช่างบังเอิญยิ่งนัก ท่านซื่อ พวกเราประสบเหตุวิญญาณร้ายโจมตียามค่ำ ในเมื่อพวกท่านจะกลับเมืองหลวงเช่นกัน จะพาพวกเราสักช่วงหนึ่งได้หรือไม่?”
องครักษ์หันไปมองรถม้าของฮั่วซิวฉือโดยสัญชาตญาณ
หลังม่านรถ ฮั่วซิวฉือห่มเสื้อขนสุนัขจิ้งจอกหนา สีหน้าไม่เปลี่ยน นัยน์ตาสงบนิ่งค่อย ๆ เบิกขึ้น
“ฟังคำอาจารย์”
“ขอรับ!”
กองทหารเคลื่อนพลไปอย่างรวดเร็ว เวินซานจินรีบบอกให้คนขับรถม้าขับตาม
เดินทางตลอดคืน ถึงเมืองหลวงในยามเฉินของวันรุ่งขึ้น
แวะโรงเตี๊ยมทานอาหารเช้า ยังไม่ทันพัก ฮั่วซิวฉือก็ตามหาเวินซานจิน
เขายังคงห่มเสื้อขนสุนัขจิ้งจอกนั่งบนรถเข็น ยังคงเป็นรูปโฉมงดงามอิดโรยเช่นเคย แต่ทุกอิริยาบถกลับเปี่ยมด้วยความสูงศักดิ์
“เรื่องเมื่อวาน คารวะอาจารย์ที่ช่วยเหลือ แต่ว่าบิดาข้าเร่งรัดให้เข้าพบ มิอาจไปส่งอาจารย์กลับจวนด้วยตนเองได้ ขออาจารย์อภัย”
เขาหรุบตาลง ขนตางอนยาวดุจขนนกกาปกปิดนัยน์ตาสีอ่อนดั่งแก้ว เอื้อมมือยื่นป้ายคำสั่งให้เวินซานจิน
“ภายภาคหน้า หากอาจารย์มีธุระจะไต่ถามข้า นำป้ายนี้ไปที่ร้านจวี่เป่าเก๋อ ณ ฉางผิงฟาง มอบให้ผู้จัดการ ย่อมมีคนนำอาจารย์มาพบข้า”
กล่าวจบยืดยาว เขาก็อดกลั้นอาการกระแอมรุนแรงไม่ได้อีกครั้ง แก้มทั้งสองปรากฏรอยแดงระเรื่อด้วยไข้
เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นเวินซานจินจ้องเขม็งมาที่ตน นัยน์ตาเขาสั่นไหว คล้ายสงสัยอยู่สองส่วน
“อาจารย์?”
“ไม่ต้อง ป้ายคำสั่งไม่จำเป็น” เวินซานจินผลักมือที่ถือป้ายคำสั่งของเขากลับ หัวเราะแหะ ๆ “ไม่มีสิ่งใดจับต้องได้เท่าทองคำ เช่นนั้น ท่านให้ทองคำข้าอีกสักหน่อยดีหรือไม่?”
ฮั่วซิวฉือนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงก้มหน้าลงหัวเราะ โฉมงามซีดเผือดแต่คมคายพลันเปล่งประกาย
“ที่แท้ อาจารย์โปรดของมีค่าสีเหลืองขาว”
เขาเก็บป้ายคำสั่ง ดวงตาที่ถูกขนตาปกปิดไว้ก้นบึ้งปรากฏแววสนใจ
“ในเมื่อเป็นของมอบให้อาจารย์ ย่อมต้องถูกใจอาจารย์จึงจะดี อีกสักครู่ ข้าจะให้คนนำส่งไปที่จวนหย่งกั๋ว”
“ดี ดี ดี!” เวินซานจินยิ้มตาหยี
หวั่นว่าจวนหย่งกั๋วจะยักยอกทองคำของนาง จึงดึงมือฮั่วซิวฉือมากำชับย้ำ “ต้องนำส่งถึงมือข้าด้วยตนเอง อย่าให้ผู้ใดอื่นแตะต้องเด็ดขาดเลยนะ!”
ฮั่วซิวฉือมองมือเล็กดำผอมคล้ายกรงเล็บที่กุมข้อมือตนไว้ แววสนใจในนัยน์ตายิ่งเข้มข้น
“ซิวฉือทราบแล้ว”
ส่งฮั่วซิวฉือแล้ว เวินซานจินพักผ่อนเล็กน้อย ก่อนพาคนขับรถม้าทั้งสองไปยังจวนกั๋วกง ถึงหน้าประตูจวนกั๋วกง
เดินมาถึงหน้าประตู เด็กเฝ้าประตูสองคนกลับขวางนางไว้
“คุณหนู พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของคุณหนูชิงจือ ในจวนกำลังจัดสถานที่ ไม่สะดวกให้ท่านเข้าทางประตูใหญ่”
เด็กเฝ้าประตูชี้ไปทางประตูข้าง “ฮูหยินกำชับ ให้ท่านไปทางโน้น”
เวินซานจินหันไปมอง ทางประตูข้าง คนถ่ายเทถังเยี่ยวกำลังหิ้วถังสกปรกออกมา เทของโสโครกลงถังใหญ่เสียง “ซ่า” ดังก้อง
กลิ่นเหม็นตลบอบอวล
“……”