เด็กรับใช้ก็เห็นคนถ่ายเทถังเยี่ยวที่มาเก็บของโสโครกเช่นกัน ในใจแอบคิดว่าคนคนนี้มาผิดเวลาเสียจริง
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คือคำสั่งของฮูหยิน และคุณหนูใหญ่ที่เพิ่งกลับเมืองหลวงผู้นี้แต่งตัวซอมซ่อไม่ต่างจากขอทาน ยังกล้ามาแย่งตำแหน่งของคุณหนูชิงจือของพวกเขา
ก็พลันรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้เดินเข้าประตูข้างที่สกปรกโสมมเส้นนั้น ช่างเหมาะเจาะเสียจริง
“คุณหนู” เด็กรับใช้คารวะแล้วกล่าวซ้ำด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “นี่คือคำสั่งของฮูหยิน”
เวินซานจินยืนอยู่หน้าประตู มองคนถ่ายเทถังเยี่ยวเก็บกวาดของโสโครกอย่างเนิบนาบ ไม่มีทีท่ารีบร้อนจะจากไปเลยสักนิด นางเม้มริมฝีปากยิ้มน้อยๆ
“นี่คำสั่งของฮูหยินจวนกั๋วกง มารดาแท้ๆ ของข้าเลยหรือ”
เด็กรับใช้ก้มหน้า “ใช่ขอรับ คุณหนู”
“ดี ข้าทราบแล้ว”
เวินซานจินวางห่อสัมภาระลงบนพื้น แล้วนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นดิน
“ข้าเข้าใจการจัดแจงของฮูหยินจวนกั๋วกง ทว่าข้าเป็นคนทำสิ่งใดย่อมเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่เดินทางคดเคี้ยวอ้อมค้อม ไม่ว่าเมื่อใดล้วนเดินแต่ประตูใหญ่”
“ในเมื่อนางเห็นว่าวันนี้ข้าไม่สมควรเดินเข้าทางประตูใหญ่ เช่นนั้นข้าก็นอนที่หน้าประตูสักคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยตามบรรดาแขกที่มาถวายพระพรเข้าไปด้วยกันก็แล้วกัน”
เด็กรับใช้ “…”
นอนที่หน้าประตูคืนหนึ่ง แล้วพรุ่งนี้ตามแขกเข้าไปด้วยกันงั้นรึ?!
เช่นนั้นหน้าตาของจวนโหวหย่งกั๋วพวกเขายังจะเอาไว้หรือไม่?
รอยยิ้มบนใบหน้าเขาแข็งค้าง เกลี้ยกล่อมว่า “คุณหนูใหญ่ ยามนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าต้นฤดูหนาว ยามค่ำคืนหนาวเหน็บ…”
“ไม่กลัว” เวินซานจินตัดบทเขา “แม่ข้าไม่กลัวว่าข้าจะตายเพราะกลิ่นตัว ยังจะกลัวข้าหนาวตายอีกหรือ หนาวตายก็ดีเหมือนกัน ให้บรรดาแขกที่มาถวายพระพรช่วยกันยกข้าเข้าไป เป็นของกำนัลแก่คุณหนูชิงจือของพวกเจ้าก็แล้วกัน”
เด็กรับใช้ “…”
เห็นคุณหนูใหญ่ผู้นี้เริ่มนั่งจนเมื่อยล้า อีกประเดี๋ยวคงจะเอนกายลงนอน เขารีบเข้าพยุงนางไว้
“คุณหนูใหญ่ ท่านเป็นคุณหนูแห่งจวนหย่งกั๋ว มานอนแผ่อยู่หน้าประตูใหญ่เช่นนี้ช่าง…”
เขากลืนคำว่า “ขายขี้หน้า” ลงท้องไป ยิ้มเจื่อนๆ ว่า “คุณหนูใหญ่โปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปรายงานฮูหยินเดี๋ยวนี้”
เด็กรับใช้ไปรายงานฮูหยินหลิวแห่งจวนหย่งกั๋ว ขณะนั้นนางหลิวกำลังชำเลืองมองศพของซุนมามาที่อยู่บนพื้นพลางเช็ดน้ำตา
ซุนมามาเพิ่งขายตัวเป็นทาสก็ถูกส่งมาอยู่ข้างกายนางหลิว เติบโตมาพร้อมกับนางหลิว เป็นมามาสินสอดคนหนึ่งในเรือน
ก็เพราะเหตุนี้ นางกับนางหลิวจึงมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้ง ถึงได้มีสิทธิ์รับคำสั่งไปรับคุณหนูจวนโหวที่หลิงหนาน
แต่คาดไม่ถึง คำสั่งที่ได้รับกะทันหันก่อนออกเดินทางไม่กี่วัน กลับกลายเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์
“ตัวซวย! ตัวซวยจริงๆ!” นางหลิวมีคนพยุงอยู่ มองศพของซุนมามา ปวดใจจนเกือบยืนตัวตรงไม่ไหว
“เด็กเวรนั่นยังไม่ทันได้กลับมา จวนของเรายังสงบสุขดี ไม่มีเรื่องใด! บัดนี้เด็กเวรนั่นยังไม่ทันเข้าประตู ก็อาถรรพ์ซุนมามาจนตาย ข้า…”
สีหน้านางซีดขาวลงเป็นระลอก บุตรชายใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างกายเร่งเข้าไปประคองแขนนางแทนสาวใช้
เอ่ยปลอบเสียงนุ่มนวลว่า “ท่านแม่ กลัวอะไรไป เรายังมีชิงจืออยู่ทั้งคน!”
เวินเจียงไป่ยิ้มพลางมองไปทางเวินชิงจือที่นั่งอยู่ด้านข้าง “ชิงจือเป็นศิษย์ของกั๋วซือ วิชาขับไล่สิ่งชั่วร้ายเหนือล้ำกว่าผู้อื่น ยามนี้กั๋วซือปิดด่านฝึกตน ฝ่าบาทมีพระราชโองการให้ชิงจือเป็นผู้ดูแลพิธีหานอีในปีนี้”
“ชิงจือเก่งกาจถึงเพียงนี้ ต่อให้คนข้างนอกนั่นคือตัวซวย ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรแก่พวกเรา จริงหรือไม่ ชิงจือ”
“ชิงจือ”
เวินชิงจือขมวดคิ้วจ้องศพของซุนมามา ครู่ใหญ่ถึงได้สติ
นางกะพริบตาปริบๆ สีหน้าย่ำแย่ เอ่ยถามเสียงอ่อนหวานว่า “ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่ เมื่อครู่พวกท่านพูดสิ่งใดหรือ ข้าล่องลอยไปหน่อย ไม่ได้ยินชัด”
“ชิงจือเอ๋ย…” นางหลิวเห็นสีหน้าบุตรสาวเช่นนั้น หัวใจก็พลันบีบรัด
นางสาวเท้าเข้าไปจับมือเวินชิงจือไว้ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความปวดใจ “ดูเจ้าสิ ตั้งแต่เล็กก็รู้ความเช่นนี้”
“ท่านพ่อกับข้าต่างก็บอกว่า จะถือเอาผิดเป็นถูก ไม่ยอมรับบุตรสาวข้างนอกนั่นแล้ว การที่เจ้าถูกสลับตัวมา คือวาสนาของจวนกั๋วกงเรา ล้วนเป็นความประสงค์ของสวรรค์ เป็นสวรรค์ที่ต้องการให้เจ้าอยู่ตระกูลเวินของเรา”
“ทว่าเจ้ากลับใจดีเกินไป เกรงว่าแม่ม่ายอัปมงคลนั่นจะต้องทนทุกข์ จำต้องรับนางกลับมา”
นางหลิวหน้าเครียด ดวงตาคลอหยาดน้ำตา “พูดไปก็น่าตำหนิข้า หากเจ้าเป็นลูกที่ข้าคลอดเอง ก็ไม่ต้องทนทุกข์เช่นนี้… ชิงจือเอ๋ย เจ้าวางใจเถิด ต่อให้แม่ม่ายอัปมงคลนั่นกลับมา เจ้าก็ยังเป็นลูกที่แม่รักที่สุดตลอดไป!”
เวินชิงจือเม้มริมฝีปากยิ้ม รอยยิ้มฝืดเฝื่อนไปเล็กน้อย “ท่านแม่ พี่สาวเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของท่าน นางสมควรได้หวนคืนสู่ตระกูล”
นางซบกายอิงแอบในอ้อมอกนางหลิว ใบหน้าเผยแววเขินอายของเด็กสาว กึ่งอ้อนกึ่งกระเง้างอนว่า
“ข้ารู้ว่าท่านแม่รักข้า แต่กว่าพี่สาวจะกลับมาได้อย่างยากลำบาก คำพูดเช่นนี้อย่าได้เอ่ยออกมาอีก มิเช่นนั้นพี่สาวได้ยินเข้า จะต้องเสียใจ”
นางหลิวรู้สึกปลาบปลื้มใจ นับวันยิ่งรู้สึกว่าบุตรสาวผู้นี้รู้ความ
ไม่เพียงแต่นำเกียรติยศมาให้จวนกั๋วกงของพวกเขา แม้แต่นิสัยใจคอก็ยังใจดีมีน้ำใจถึงเพียงนี้
เวินเจียงไป่เลิกคิ้วขมวด พลางตวาดขึ้นว่า “นางยังกล้าเสียใจอีกหรือ เจ้ายินยอมให้นางกลับมา นางก็ควรจะซาบซึ้งบุญคุณเจ้าปานฟ้าดินแล้ว นางมีสิทธิ์อะไรไปเสียใจ”
“ท่านแม่” เวินเจียงไป่กรอกตาไปมา พลางเสนอว่า “ชิงจือเป็นผู้บำเพ็ญพรต อีกทั้งเป็นศิษย์ของกั๋วซือ รับธูปเทียนสักสองสามดอกจากแม่ม่ายอัปมงคลนั่น ไม่เกินไปกระมัง”
“ข้าว่า ท่านก็ควรให้คนไปตั้งหิ้งบูชาเล็กๆ ในเรือนของแม่ม่ายอัปมงคลนั่น ให้นางจุดธูปหอมสามดอกทุกวัน แสดงความขอบคุณชิงจือสักสามปี!”
สามปีให้หลังก็หาเศรษฐีตกอับสักคนแต่งงานไปเสีย ให้พ้นหูพ้นตา!
“หา” เวินชิงจือกะพริบตาปริบๆ “แม้ว่าหลังจากข้าประกอบพิธีแล้วจะรับธูปเทียนจากผู้คนก็จริง แต่ทำเช่นนี้… ดูไม่ค่อยดีกระมัง”
ฟังออกว่าคำพูดของนางไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ นางหลิวจึงค้อนให้นางหนึ่งที ก่อนจะตบหลังมือนางเบาๆ
“มีอะไรไม่ดีเล่า นี่ล้วนเป็นสิ่งที่นางติดค้างเจ้า! ข้าได้ยินว่านางเติบโตมาในถิ่นทุรกันดาร หากไม่ใช่เพราะเจ้าตัดสินใจรับนางมา นางก็คงไม่รู้ว่าจะต้องแต่งงานกับนักเลงอันธพาลแบบไหน”
“นางสมควรขอบคุณเจ้า!”
กล่าวพลางนางก็กำลังคิดจะให้คนไปสั่งทำหิ้งบูชาเล็กๆ สักอัน สาวใช้คนสนิทก็เข้ามารายงาน
“ฮูหยิน เด็กรับใช้เฝ้าประตูมาแล้ว”
บรรยากาศอบอุ่นกลมเกลียวในห้องชะงักไปเล็กน้อย
“เขามาทำไม” นางหลิวขมวดคิ้วเรียว “ให้เขาเข้ามาพูด”
เด็กรับใช้เพิ่งเดินเข้ามา ก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที แล้วทวนคำพูดของเวินซานจินออกมาโดยไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
“ฮูหยิน คุณหนูใหญ่ไม่ยอมเดินทางประตูข้าง บอกว่านางเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เดินทางเบี่ยงเบนอ้อมค้อม จะเดินเข้าทางประตูใหญ่เท่านั้น”
เวินชิงจือซบกายอยู่ข้างกายนางเจียงหลิว มุมปากกระตุก สีหน้าประหลาดไปสองส่วน
นางหลิวไม่ได้สังเกตสีหน้าของนาง กลับโกรธจนทุบโต๊ะลุกขึ้นยืน
“เจ้ามิได้อธิบายแก่นางหรือ ว่าเหตุใดจึงไม่ให้นางเดินประตูใหญ่”
เด็กรับใช้ก้มหน้าลงอีก “กล่าวแล้วขอรับ แต่คุณหนูใหญ่ยืนกรานจะเดินเข้าทางประตูใหญ่”
“ดี ดี ดียิ่ง ยังไม่ทันเข้าประตูมาทำความรู้จัก ก็กล้ามาเล่นตัวเสียแล้ว ไร้ความสำนึกถึงเพียงนี้ ไม่อยากเข้าก็อย่าให้นางเข้ามา! ให้นางไสหัวไป!” นางหลิวโกรธจัด
เด็กรับใช้ก้มหน้าต่ำลงไปอีก “แต่คุณหนูใหญ่บอกว่า จะนอนที่หน้าประตูสักคืนหนึ่ง รอวันรุ่งขึ้นตอนแขกเข้ามา นางจะตามเข้ามาพร้อมกัน”
“อะไรนะ?!” นางหลิวโกรธจนตาพร่ามัวไปชั่วขณะ “ลูกอกตัญญูนั่นพูดเช่นนั้นจริงๆ หรือ?!”
เด็กรับใช้พยักหน้าอย่างซื่อตรง
นางหลิวโกรธจนเอ่ยคำว่า “ดี” ติดกันสามครั้ง ตัวสั่นสะท้านด้วยความโกรธ
“สมกับเป็นหญิงบ้านนอกหยาบช้าที่เติบโตในชนบท กฎเกณฑ์มารยาทอันใดก็ไม่รู้เรื่อง!”
นางพาสาวใช้ข้างกายออกไปข้างนอกอย่างเดือดดาล
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะสั่งสอนนาง ให้รู้ว่าสิ่งใดเรียกว่ากฎเกณฑ์มารยาท!”