เดือนกรกฎาคม ปี 1974
“ครั่นครื้น~ ครั่นครื้น~”
บนรถไฟสีเขียวมุ่งหน้าสู่แดนเหนือ เต็มไปด้วยกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี แสงอาทิตย์ที่แผดเผาดั่งเปลวไฟลอยสูงเด่นอยู่ในท้องฟ้า ภายในตู้รถไฟร้อนอบอ้าวจนทนไม่ไหว กลิ่นอาหารสารพัดและกลิ่นเหงื่อคละคลุ้งปนเป ทำให้ผู้คนหมดอาลัยตายอยากแม้แต่จะพูดคุย
เหล่าจือชิงที่เดิมทีมีขวัญกำลังใจฮึกเหิม บัดนี้ถูกทรกรรมจนหน้าตาซีดเซียว ไม่อยากแม้แต่จะร้องเพลงแดงอีกต่อไป ต่างพาดหัวลงนอนกับโต๊ะด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น
มีสายตาหลายคู่แอบมองเด็กสาวที่นั่งริมหน้าต่างอย่างมีเลศนัย หญิงสาวทิ้งตัวลงบนโต๊ะ นัยน์ตาปรือ ขนตายาวสั่นไหวเล็กน้อย
ขณะนี้แก้มของเธอแดงระเรื่อ ริมฝีปากซีดขาว สายลมพัดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ช่วยบรรเทาความร้อนอบอ้าวบนร่างกายลงได้บ้าง
เธอค่อยๆ ลืมดวงตาสีดำสนิทดั่งองุ่นขึ้น มีความสับสนและงงงวยอยู่ในแววตา
“เสี่ยวหลี เธอตื่นแล้วเหรอ!” เด็กสาวที่ถักเปียและสวมเสื้อผ้าปะชุนเต็มตัวมองเธอด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เวินหลีรู้สึกเพียงแต่คอแห้งผาก ลำคอก็ปวดแปลบเล็กน้อย เธอส่งเสียงอืมในลำคอเบาๆ แล้วกวาดตามองรอบๆ ด้วยความสงสัย
รถไฟสีเขียวแบบเก่า เบาะไม้เนื้อแข็ง และกลุ่มคนที่แต่งตัวประหลาด ทุกคนติดดอกไม้แดงสดขนาดใหญ่ไว้บนตัว
เวินหลีเอามือนวดคอที่ปวดเมื่อย
อืม? บนร่างกายยังรู้สึกเจ็บอยู่ นี่เธอยังไม่ตายเหรอ?
เธอกวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว รถไฟยังคงเคลื่อนที่อยู่ มองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นพืชไร่สีเขียวขจี ส่วนในระยะไกลเป็นบ้านดินเตี้ยๆ
สายตากลับมาที่ภายในตู้รถไฟอีกครั้ง มีคนถือหนังสือปกแดงอ่านอยู่ มีคนถือของดำๆ กิน แม้สีหน้าของแต่ละคนจะดูไม่ค่อยดี แต่พวกเขาล้วนเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่!
นี่มันพาเธอมาที่ไหนเนี่ย??
ภายนอกเวินหลีดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลายเป็นไก่โดนจี้!
“เสี่ยวหลี!” เด็กสาวข้างๆ เรียกชื่อเวินหลีอีกครั้ง
“อืม?” เวินหลีมองกัวไช่เสียด้วยความสงสัย
กัวไช่เสียทำสีหน้าประจบ “เสี่ยวหลี ฉันหิวแล้ว!”
เวินหลีขมวดคิ้ว อยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า: หิวก็กินสิ!
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ความทรงจำมากมายก็ผุดขึ้นมาในหัว
เจ้าของร่างเดิมชื่อและนามสกุลเหมือนกับเธอทุกประการ เรียกเวินหลีเหมือนกัน เพิ่งจบการศึกษาระดับมัธยมปลายปีนี้ บิดาชื่อเวินกั๋วต้ง ปัจจุบันเป็นผู้บังคับหมวด มารดาชื่อซ่งอวี้ เป็นแพทย์ทหาร
พี่ชายคนโต เวินซวี่ อายุยี่สิบปี เพิ่งเข้ากรมทหารเมื่อสองปีก่อน
น้องชายคนเล็ก เวินหยาง อายุสิบสี่ปี ยังคงเรียนหนังสืออยู่
คุณปู่ก็ทำงานในเขตทหาร และมีตำแหน่งไม่ต่ำ
เจ้าของร่างเดิมเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังและเข้าใจอะไรง่ายตั้งแต่เล็ก เป็นที่รักของพ่อแม่ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งพี่ชายและน้องชาย เพิ่งเรียนจบ ทางบ้านก็หางานทำให้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครไปแจ้งเบาะแส สุดท้ายไม่มีทางเลือก ครอบครัวจำต้องหลั่งน้ำตาส่งเจ้าของร่างเดิมไปชนบท
ทางบ้านคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็เลือกให้เธอไปทางเหนือ เพราะในหนึ่งปี ทางเหนือมีช่วงเวลาที่ต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านถึงครึ่งค่อนปี ไม่จำเป็นต้องตรากตรำมากนัก แถมยังฝากฝังคนให้ช่วยดูแลเจ้าของร่างเดิมอีกด้วย
เจ้าของร่างเดิมรู้ว่าพ่อแม่กำลังลำบากใจ ดังนั้นจึงไม่ได้มีอารมณ์ต่อต้านอะไรกับการไปชนบท เพียงแต่วันที่สองบนรถไฟ เจ้าของร่างเดิมก็หมดสติเพราะเป็นลมแดด คนรอบข้างคิดว่าเธอแค่หลับไป
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เจ้าของร่างเดิมได้เกิดใหม่พร้อมกับความทรงจำในชาตินี้ แต่เมื่อคิดถึงชะตากรรมอันน่าสังเวชของตัวเองในชาติที่แล้ว นางก็หัวใจวายอีกครั้ง ถึงแก่ความตายไปในพริบตา
เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาอีกหน ก็กลายเป็นเวินหลี วิญญาณที่มาจากยุคปัจจุบัน
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไม่ต่อเนื่อง หลายอย่างเลือนรางไปแล้ว เวินหลีจำต้องค้นหาเบาะแสบางอย่างจากความทรงจำเหล่านั้น
แต่ยิ่งเธอคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าเนื้อเรื่องนี้คุ้นเคยชอบกล
นี่มันนิยายยุคนั้นที่เธอเพิ่งอ่านไปไม่นานนี่นา?
ตัวเอกหญิงของหนังสือเล่มนี้ชื่อเจียงเยว่เอ๋อ เป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านผู้ใหญ่บ้าน อยู่ที่หมู่บ้านเฉียนจิ้น ในตำบลดาวแดง
เจียงเยว่เอ๋อโชคดีมาตั้งแต่เด็ก เป็นที่รู้จักในเรื่องเป็นปลาคราฟสีทอง ขึ้นเขาไปเก็บโสม ออกนอกบ้านไปพบผู้มีพระคุณ ฝ่าฟันจากเด็กสาวในหมู่บ้านเล็กๆ จนกลายเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งของประเทศ
ส่วนเจ้าของร่างเดิมก็เป็นตัวร้ายกระจอกที่มาเอื้อมส่งมือให้พระเอกนางเอกแบบไม่มีข้อโต้แย้ง ตอนนางไปชนบท ก็หลงรักพระเอกตั้งแต่แรกเห็น รบเร้าคอยตามตื้ออยู่เรื่อย แม้กระทั่งรู้ว่าพระเอกอยู่กับนางเอกแล้ว ก็อิจฉาจนตาลุก
เริ่มกลั่นแกล้งนางเอก แต่ผลที่ได้คือถูกนางเอกตบหน้ากลับครั้งแล้วครั้งเล่า
สุดท้ายเวินหลีชื่อเสียงย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นในหอพักจือชิงหรือคนในหมู่บ้าน ต่างรังเกียจการกระทำของนางอย่างถึงที่สุด จนนางถูกคนทั้งหมู่บ้านรุมกีดกัน ไม่มีแม้กระทั่งคนที่จะพูดคุยด้วย
ส่วนนางเอกผู้แสนดี ในเวลานั้น ให้อภัยอย่างใจกว้างกับสิ่งที่เวินหลีเคยทำไว้ก่อนหน้านี้ สุดท้ายยังแนะนำหมาขี้เลียที่ซื่อสัตย์ที่สุดคนหนึ่งให้กับนางอีกด้วย
เจ้าของร่างเดิมถูกกีดกันมานานเกินไป อ้างว้างเกินไปจริงๆ สมองร้อนวูบก็ตอบตกลงไป
เจ้าของร่างเดิมคิดว่านี่คือทางรอด ใครจะรู้ว่ากลับพลัดตกลงไปในหุบเหวที่ลึกกว่าเดิม
ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่แค่ติดเหล้าแล้วทำร้ายร่างกาย ยังเห็นว่าเจ้าของร่างเดิมหน้าตาดี อีกทั้งในหมู่บ้านก็มีหนุ่มโสดสูงวัยไม่น้อย ผู้ชายคนนั้นก็เลยให้นางปรนนิบัติพวกผู้ชายพวกนั้น เขาจะได้หาเงิน
แน่นอนว่าช่วงนี้เป็นความทรงจำของตัวเจ้าของร่างเดิมเอง
ในหนังสือต้นฉบับ นางเอกมีจิตใจดี เห็นเวินหลีน่าสงสาร จึงแนะนำเพื่อนบ้านพี่ชายที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กให้กับนาง แต่เวินหลีกลับไม่รู้จักสำรวม ทรยศต่อเพื่อนบ้านพี่ชาย
เจียงเยว่เอ๋อรู้เข้า ก็โกรธแค้นถึงขีดสุด นางทนไม่ไหวที่เห็นเพื่อนบ้านพี่ชายถูกหลอก จึงไปแจ้งความเรื่องเวินหลีโดยตรง
สุดท้ายเวินหลีถูกจับคล้องป้ายประจานเดินขบวน แล้วส่งไปใช้แรงงานที่ฟาร์ม
สถานที่อย่างฟาร์มจะเป็นที่ดีอะไรได้? เด็กสาวสวยวัยรุ่นอย่างเจ้าของร่างเดิมเข้าไปที่นั่น จะพบจุดจบที่ดีได้อย่างไร?
สุดท้ายเจ้าของร่างเดิมถูกทรกรรมจนเสียสติ จุดไฟเผาฟาร์มครั้งใหญ่ เจ้าของร่างเดิมถูกเผาจนเป็นเถ้าธุลี
ส่วนครอบครัวของนางก็พากันเกิดอุบัติเหตุตายไป รวมห้าชีวิต ไม่อาจหาร่างที่สมบูรณ์ได้เลยสักร่าง
ส่วนนางเอกเมื่อได้ทราบข่าวนี้ เอ่ยเพียงคำเดียวว่า: ความชั่วได้รับผลกรรมแล้ว!
หลังจากเจ้าของร่างเดิมตายไปแล้ว ก็เป็นช่วงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง พระเอกพานางเอกและลูกๆ สิบสองคนไปยังเมืองหลวง นางเอกยังได้พบกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอีกด้วย ถึงตอนนั้นจึงได้รู้ว่านางไม่ได้เป็นแค่ลูกชาวนาจนๆ อะไรเลย แต่เป็นคุณหนูของแท้ต่างหาก!
เนื้อเรื่องต่อจากนั้นก็เป็นการต่อสู้ระหว่างนางเอกกับคุณหนูปลอม คุณหนูปลอมถูกส่งกลับบ้านนอก
เป็นละครที่นางเอกถูกทั้งครอบครัวเอ็นดูทะนุถนอม
ส่วนหน้าที่ของเวินหลีก็คือเป็นผู้ส่งพื้นที่มิติวิเศษให้พระเอกนางเอก แถมยังช่วยสร้างสีสันให้เส้นทางรักของพระเอกนางเอกอีกด้วย
น่าสงสาร น่าสงสารอย่างเหลือเชื่อ!
ยังไม่ต้องพูดว่าเจ้าของร่างเดิมอยู่ในบ้านพักใหญ่มาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ไม่ขาดเหลืออะไร ถูกตามใจตั้งแต่เล็กจนโต จะไปทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?
แค่ภูมิหลังของเจ้าของร่างเดิม ถ้านางเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ครอบครัวจะนิ่งเฉยไม่ถามไถ่ได้อย่างไร ต่อให้พ่อแม่จะเกิดเรื่อง แต่ก็ยังมีคุณปู่คุณย่า ยังมีคุณอาและคุณน้าอีกไม่ใช่หรือ?
จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่ชอบทำร้ายคนในครอบครัวแบบนั้นง่ายๆ แถมยังพบจุดจบที่น่าสังเวชขนาดนี้?
เวินหลีมีเหตุผลโดยสมบูรณ์ที่จะสงสัยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่คนอิจฉาเธอบางคนเขียนขึ้น
ไม่ใช่ว่าเธออวยตัวเองนะ หน้าตาและชาติตระกูลของเวินหลีนั้นไม่ธรรมดาเลยสักอย่าง ไม่ใช่แค่เป็นดอกไม้ประจำโรงเรียน ผลการเรียนก็ได้รับทุนการศึกษาทุกปี ที่บ้านถึงไม่ถึงกับรวยมาก แต่ก็นับว่าเป็นครอบครัวฐานะดี
มีคนอิจฉาเธออยู่ไม่น้อยจริงๆ
เธอไม่ใช่แค่สงสัย แต่ยังมีหลักฐานอีกด้วย พ่อแม่และคนในครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมมีชื่อเหมือนกับครอบครัวของเวินหลีในยุคปัจจุบันทุกประการ แม้แต่อายุก็ยังเท่ากัน
เธอไม่เชื่อว่าโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญมากมายขนาดนี้
ตอนนั้นที่เธอรู้จักหนังสือเล่มนี้ เป็นเพราะเพื่อนร่วมห้องบอก เพื่อนร่วมห้องสองคนต่างก็พูดว่าควรจะเป็นเพราะมีคนอิจฉาเธอ ก็เลยเอาเธอไปเขียนลงในหนังสือ
ตอนนั้นเวินหลีอ่านจบก็ได้แต่ยิ้มๆ หนังสือแบบนี้ไม่สามารถทำอันตรายอะไรให้เธอได้อยู่แล้ว เธอไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด
แค่คิดไม่ถึงว่าเธอจะบังเอิญได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้เหมาะเจาะเช่นนี้