นายกองเห็นผู้มาเยือนชัดเจน สีหน้าพลันซีดเผือด “ใต้...ใต้เท้าเผย...”
เผยหลินจือพลิกกายลงจากหลังม้า กวาดตามองนายกอง ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่เสิ่นหนานมู่ “นางทำผิดอันใด ถึงต้องถูกลงโทษด้วยแส้ต่อหน้าผู้คน?”
นายกองกลืนน้ำลาย อึกอักตอบว่า “เรียนใต้เท้า นางหยุดกลางทาง ไม่ยอมเดินทางต่อ...”
เสิ่นหนานมู่รีบกล่าวขึ้น “เขาพูดเหลวไหล ท่านแม่ของข้าหมดสติ ข้าเพียงประคองนางไว้ ขอเวลาสักครึ่งถ้วยชาเขาก็ไม่ยอม”
สายตาของเผยหลินจือเลื่อนไปยังท่อนแขนเล็กที่มีเลือดซึม แววตาพลันหม่นลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับนายกอง “ตามกฎหมาย ผู้ป่วยที่ถูกเนรเทศต้องเดินทางช้าลง เจ้าไม่รู้หรือ?”
เหงื่อผุดเต็มหน้าผากนายกอง เขาค้อมกายรับคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า รีบเก็บแส้ขึ้นมา ก่อนถอยไปยืนข้างทาง ไม่กล้าส่งเสียงอีก
เสิ่นหนานมู่เห็นเผยหลินจือช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ จึงลอบระแวดระวังในใจ หรือเขาจะเดาออกแล้วว่าเพลิงใหญ่เมื่อคืนเป็นฝีมือฉัน?
เผยหลินจือหันกายเดินมาหาเสิ่นหนานมู่ หยิบขวดยาทาแผลจากอกเสื้อส่งให้นาง “ทายาก่อน ข้าให้พวกเจ้าพักสักครึ่งเค่อ”
เสิ่นหนานมู่รับขวดยามา นิ้วมือบังเอิญแตะปลายนิ้วของเผยหลินจือ เย็นจัง มือของนางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนก้มหน้าลงกล่าวขอบคุณเสียงเบา “ขอบคุณใต้เท้าเผย!”
สายตาของเผยหลินจือหยุดอยู่บนเสื้อผ้าที่ปะชุนของนาง “บ่าวไพร่จวนเสิ่นถูกส่งตัวไปหมดแล้ว เหตุใดเจ้าจึงถูกเนรเทศมาด้วย?”
ถ้อยคำฟังคล้ายห่วงใย ทว่าน้ำเสียงของเขาราบเรียบ เย็นชาและห่างเหิน ราวกับกำลังไต่สวนคดี
เสิ่นหนานมู่อยากหาเหตุผลมาบ่ายเบี่ยง แต่พวกนายกองรู้ฐานะของนางกันหมดแล้ว นางก้มหน้าป้อนน้ำให้จางหว่านหนิง “ข้าไม่ใช่บ่าวจวนเสิ่น”
เผยหลินจือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้น เจ้าก็ไม่ได้ชื่อเสี่ยวชุ่ยด้วย?”
หนานมู่พยักหน้า “ข้าชื่อเสิ่นหนานมู่”
เผยหลินจือพลันเข้าใจ ได้ยินมาว่าเสิ่นจิงซานเลี้ยงอนุไว้นอกจวน ทั้งยังมีบุตรชายหญิงคู่หนึ่ง
เขาพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ในเมื่อไม่ใช่บ่าว ก็ดูแลตนเองให้ดี”
จากนั้นเขาก็พลิกกายขึ้นม้า สะบัดแส้ควบจากไป
ชิงหยาติดตามไปอย่างกระชั้นชิด พลางถามด้วยความสงสัย “นายท่าน เหตุใดท่านจึงจำเสี่ยวชุ่ยได้ทันที...ไม่สิ คุณหนูเสิ่นต่างหาก”
นายท่านของเขามีอาการจำใบหน้าคนไม่ได้ คนนอกไม่รู้เรื่องนี้ ปกติหากนายท่านจำผู้ใดไม่ได้ เขามักต้องคอยกระซิบเตือนอยู่ข้างกาย
วันนี้ช่างผิดธรรมดานัก
ภาพดวงตาสุกใสของเสิ่นหนานมู่พลันปรากฏขึ้นในใจเผยหลินจือ เขาตอบเสียงเรียบ “ไฝแดงระหว่างคิ้วนาง คนอื่นไม่มี”
ขบวนด้านหลังเขาเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ตรงท้ายขบวน จางหว่านหนิงกำลังดึงเสิ่นหนานมู่มาถาม “มู่มู่ คนผู้นั้นเป็นใคร? ดูสง่างามไม่ธรรมดา เจ้าไปรู้จักเขาตั้งแต่เมื่อใด?”
เสิ่นหนานมู่กำลังจะตอบว่าไม่รู้เช่นกัน แต่หางตาเหลือบเห็นนายกองมองมา จึงกระแอมก่อนกล่าวเสียงดัง “เป็นผู้สูงศักดิ์ ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขาเป็นใคร แค่รู้ว่าข้าเคยช่วยชีวิตเขาก็พอ”
“เจ้าเคยช่วยชีวิตเขาหรือ?” จางหว่านหนิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ นางอยู่กับบุตรสาวตลอดเวลา แต่กลับไม่รู้เรื่องนี้เลย
เสิ่นหนานมู่หยิบขวดยาออกมา “ใช่แล้ว มิฉะนั้นด้วยนิสัยของใต้เท้าเผย เขาจะยื่นมือเข้ามายุ่งทำไม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมอบยาให้”
โอ๊ย พูดเสียจนฉันเกือบเชื่อเองแล้ว หากเผยหลินจืออยู่ตรงนี้ คงใช้เสียงเรียบเฉยขัดขึ้นมาว่า “เหลวไหล!”
ความกังวลในดวงตาจางหว่านหนิงลดลงเล็กน้อย “เป็นเรื่องดี ยาขวดนี้จะช่วยให้แผลบนตัวเจ้าหายเร็วขึ้น”
เสิ่นหนานมู่พยักหน้า แล้วเหลือบมองไปทางนายกองอีกครั้ง
นางพูดคุยกับท่านแม่มานานเพียงนี้ พวกนายกองกลับไม่แม้แต่จะตำหนิสักคำ
ดูท่าชื่อเสียงของใต้เท้าเผยจะใช้ได้ดีทีเดียว!
ผ่านไปครึ่งเค่อ ขบวนก็ออกเดินทางอีกครั้ง เสิ่นหนานมู่กับเสิ่นหนานฉีประคองจางหว่านหนิง ค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว
เมื่อดวงตะวันลอยสูง ขบวนเดินทางมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง นายกองสั่งให้ทุกคนหยุดพักอยู่กับที่
ทุกคนได้รับหมั่นโถวคนละสองลูกกับน้ำเย็นหนึ่งชาม ส่วนนายกองทั้งหลายกลับล้อมวงกินอาหารร้อนอยู่ข้างกองไฟ
เสิ่นหนานมู่ทั้งสามหาที่นั่งพักตรงโคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งบังลมได้
เดิมทีนางยังคิดจะใช้หม้อเหล็กตุ๋นเนื้อ แต่เดินทางมาครึ่งวัน ร่างกายเหนื่อยล้าไปหมด ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแม้แต่น้อย
จะโทษก็ต้องโทษเจ้าของร่างเดิมที่แต่ก่อนกินอาหารแย่เกินไป ร่างกายจึงอ่อนแอ เพียงเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย แขนขาก็อ่อนล้า แม้แต่ยกมือยังลำบาก
นางยัดซาลาเปาให้จางหว่านหนิงกับเสิ่นฉี ส่วนตนเองกัดหมั่นโถวไปคำหนึ่ง เนื้อสัมผัสหยาบกระด้างจนต้องขมวดคิ้ว
จางหว่านหนิงกับเสิ่นฉีต่างไม่ยอมรับ “มู่มู่ เจ้ากินเถิด เจ้ายังป่วยอยู่”
“ใช่ พี่หญิงกินเถิด ท่านแม่ก็กินด้วย ข้าเป็นบุรุษ กินอาหารหยาบหน่อยไม่เป็นไร”
เสิ่นฉีพูดพลางกัดหมั่นโถวทีละคำ ท่าทางกินได้คล่องแคล่ว เห็นชัดว่าคุ้นชินกับอาหารหยาบเช่นนี้แล้ว
จริงด้วย สามแม่ลูกเจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตลำบากมาตลอดเพราะบิดาเฮงซวย เงินสองตำลึงต้องใช้ให้พอทั้งปี ปกติแทบไม่เคยได้กินเนื้อ หมั่นโถวจึงเป็นอาหารที่กินกันเป็นประจำ
เมื่อนึกถึงเสิ่นจิงซาน เสิ่นหนานมู่ก็แค้นจนฟันแทบขบกัน นางหันไปมอง ก็เห็นชายใจร้ายผู้นั้นกำลังแบ่งขนมให้ฮูหยินกับเด็กสาวที่อยู่ข้างกายอย่างระมัดระวัง
เด็กสาวผู้นั้นอายุราวสิบห้าสิบหกปี ใบหน้ากลม ดวงตาเรียวสวย ริมฝีปากบาง ปลายจมูกโด่ง ไม่มีส่วนใดคล้ายเสิ่นจิงซาน คาดว่าคงเป็นคุณหนูตัวปลอมเสิ่นหนานเชียน
ขณะที่นางกำลังคิด เสิ่นหนานเชียนพลันเงยหน้าขึ้น สายตาสบเข้ากับเสิ่นหนานมู่พอดี นางเชิดคางขึ้น ยิ้มเยาะอย่างท้าทาย
เสิ่นหนานมู่ชะงักไป เสิ่นหนานเชียนก็เบือนสายตาหนี แล้วหันไปพูดกับเสิ่นจิงซาน “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่กินหรอก เก็บไว้ให้พี่หญิงเถิด ระหว่างทางลำบาก พี่หญิงกินให้มากหน่อยจะได้มีแรงดูแลพวกท่าน”
บุรุษตระกูลเสิ่นล้วนถูกสวมคาไม้ ระหว่างทางแม้แต่อยากดื่มน้ำสักอึกก็ต้องอาศัยผู้อื่น เสิ่นหนานเชียนยังมีไข้ ฮูหยินเสิ่นดูแลคนเดียวไม่ไหว งานส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับเสิ่นหนานอิน
ท่าทีของคนตระกูลเสิ่นที่มีต่อเสิ่นหนานอินดีขึ้นให้เห็น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ในตระกูลเสิ่นจะยังเหลือที่ยืนให้เสิ่นหนานเชียนได้อย่างไร
เมื่อเสิ่นจิงซานได้ยินดังนั้น ก็ลูบศีรษะเสิ่นหนานเชียน แววตาเปี่ยมด้วยความรักใคร่ “เจ้ายังป่วยอยู่ ยิ่งต้องกินให้มากหน่อย”
ฮูหยินเสิ่นก็เอ่ยคล้อยตามอย่างอ่อนโยน พลางดันขนมกลับไปในมือเสิ่นหนานเชียน
บุรุษสามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างพากันเกลี้ยกล่อมนางเสียงเบา
มีเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง ไม่เคยเอ่ยปากพูดเลยสักคำ
คิดไปแล้ว นางคงเป็นเสิ่นหนานอิน
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เสิ่นหนานมู่ก็นึกถึงเนื้อเรื่องในหนังสือ คุณหนูตัวปลอมผู้นี้เป็นดอกบัวขาวที่แสดงละครเก่งสมกับที่เขียนไว้จริง ๆ
นางแค่นหัวเราะ ยึดหมั่นโถวจากมือจางหว่านหนิงกับเสิ่นฉี แล้วเอาซาลาเปายัดใส่มือทั้งสองคนแทน
“กินซาลาเปาเถิด เก็บหมั่นโถวไว้ กินตอนหิวกลางคืน”
คราวนี้สองแม่ลูกไม่คัดค้านอีก ต่างรับซาลาเปามากิน
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ขบวนก็ออกเดินทางอีกครั้ง นายกองสะบัดแส้เร่งให้ทุกคนตามไป
พอก้าวเท้าเดินอีกครั้ง เสิ่นหนานมู่ก็รู้สึกว่าขาหนักอึ้งกว่าเดิม
นางหมุนข้อเท้าไปมา ต้องหาโอกาสแก้มันออกให้ได้
มิฉะนั้นหากเดินไปถึงหนิงกู่ถ่าเช่นนี้ ถึงคนไม่ตาย ขาก็คงพิการ
ทันใดนั้น เสียงวุ่นวายก็ดังมาจากด้านหน้า เสิ่นหนานมู่ยืดคอมอง ก็เห็นเสิ่นหนานเชียนกำลังก้มหน้าสะอื้น
ส่วนเสิ่นหนานอินขมวดคิ้ว “เหตุใดต้องให้ข้าแบกนางด้วย?”
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าฮูหยินเสิ่นก็เคร่งขรึมทันที “เด็กคนนี้ เหตุใดถึงไม่รู้จักรักใคร่เอ็นดูน้องสาว น้องสาวของเจ้าคอยนึกถึงเจ้าอยู่เสมอ แม้แต่ขนมยังยอมยกให้เจ้ากิน นางกำลังป่วย ให้เจ้าแบกเดินสักช่วงหนึ่งแล้วจะเป็นอะไรไป?”
เสิ่นหนานอินโกรธจนดวงตาแดงก่ำ กัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมขยับเข้าไป
เสิ่นหนานมู่จุ๊ปากพลางส่ายหน้า เปิดศึกกันตั้งแต่วันแรกเลยหรือ?
เดินทางมาเนิ่นนานยังไม่รู้สึกเหนื่อยกันบ้างหรือไร ช่างมีเรี่ยวแรงต่อสู้เสียจริง
ขบวนหยุดชะงัก นางดึงเสิ่นหนานฉีกับจางหว่านหนิงไปพักใต้ร่มไม้ เพิ่งเดินไปได้สองก้าว ก็ได้ยินฮูหยินเสิ่นตะโกนเสียงดัง “เจ้านั่นแหละ ใช่เจ้า มานี่แล้วแบกเสิ่นหนานอินไป”
เสิ่นหนานมู่ชะงักฝีเท้า ชี้มาที่ตนเองอย่างงุนงง “ข้าหรือ?”
