ภายใต้การนำทางขององครักษ์ อันหลานจึงได้ก้าวขึ้นบันไดหินที่ทอดสู่ยอดเขา
ตลอดทาง ศาลาและหอคอยล้วนสร้างอิงไหล่เขา บางครั้งยังเห็นผู้ฝึกยุทธ์จากหน่วยหกประตูประลองฝีมือกันตามลานฝึกต่าง ๆ บนไหล่เขา เสียงหมัดเท้าปะทะกันดังแว่วมาเป็นระยะ
ยิ่งเดินสูงขึ้น อาคารก็ยิ่งโอ่อ่าตระการตา ทิวทัศน์งดงามวิจิตรยิ่งกว่าเดิม
ไม่นาน อันหลานก็มาถึงยอดเขาในที่สุด
เบื้องหน้าคือหมู่อาคารที่แผ่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ตั้งอยู่บนยอดเขา ตำหนักหลักตรงกลางยิ่งใหญ่โอ่อ่าจนน่าครั่นคร้าม เหนือประตูใหญ่แขวนป้ายขนาดมหึมาไว้แผ่นหนึ่ง
หน่วยหกประตู
อักษรสามตัวเขียนด้วยลายเส้นหนักแน่นทรงพลัง แฝงกลิ่นอายสังหารอันเยียบเย็นอยู่ราง ๆ
อันหลานมองเพียงแวบเดียวก็เบือนสายตากลับ ตามผู้ฝึกยุทธ์ที่นำทางผ่านลานกว้าง ก่อนจะถูกพาเข้าไปในตำหนักข้างเคียงหลังหนึ่ง
“ใต้เท้าซุน”
ผู้ฝึกยุทธ์ที่นำทางค้อมกายคารวะคนในตำหนักอย่างนอบน้อม จากนั้นก็ถอยออกไป
ผู้รับหน้าที่ต้อนรับอันหลานเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขาสวมเครื่องแบบขุนนางมาตรฐานของหน่วยหกประตู ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยม ดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงโทสะ ที่เอวแขวนป้ายเอวสีทองแดงโบราณชิ้นหนึ่ง
มือปราบทองแดง!
ตำแหน่งของคนผู้นี้ในหน่วยหกประตูแห่งเมืองหลินชวนมิใช่ต่ำต้อย ต้องรู้ว่าผู้ตรวจการลาดตระเวนอวี๋ก็เป็นเพียงมือปราบทองแดงคนหนึ่งเท่านั้น
อันหลานยื่นป้ายเอวกับจดหมายให้ พร้อมชี้แจงจุดประสงค์ที่มา
“อำเภอฉีสุ่ย อันหลาน... อืม”
ชายวัยกลางคนเปิดจดหมายออกแล้วอ่านอย่างละเอียด