เผยซีนิ่งงันไป
เธอมองเสิ่นเยี่ยนไม่กะพริบตา
ใบหน้าของเสิ่นเยี่ยนเย็นชาเสียจนเหมือนแกะสลักจากน้ำแข็ง คมเข้มได้รูปและดูมีมิติ
ดวงตาดำล้ำลึกดุจห้วงน้ำลึก แทบมองไม่เห็นอารมณ์ใดไหววูบ
เผยซีรู้สึกว่าเสิ่นเยี่ยนน่าจะไม่ได้โกรธ
“คุณเข้าใจผิดแล้ว คืนนี้หลัก ๆ ก็ฉลองที่โปรเจกต์ของฉันสำเร็จ…แน่นอนว่า ฉันก็อยากให้คุณช่วยไปเกลี้ยกล่อมผู้จัดการเหลียงด้วยนิดหน่อย”
เผยซีเอียงศีรษะ ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวเผยแววเจ้าเล่ห์
เธอไม่ได้โกหกเสิ่นเยี่ยน
เพื่อให้แผนการของเธอดำเนินไปตามขั้นตอน การอาศัยเส้นสายของเจ้าของบ้านตัวเองสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เสิ่นเยี่ยนจ้องใบหน้าของเผยซีไม่วางตา
เผยซีนั่งอยู่ตรงหน้าเขา รอยยิ้มมีแววซุกซนเจืออยู่ ทั้งยังเปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าจะต้องทำสำเร็จ
ใบหน้านั้นสะท้อนอยู่ในดวงตาดำสนิทของเขา งดงามราวกับเปล่งประกาย
“คุณก็เข้าใจผิดเหมือนกัน…”
เสิ่นเยี่ยนเบือนสายตากลับไป ก้มหน้ากินข้าวต่อ
“คุณไม่จำเป็นต้องทำอาหารพวกนี้หรอก…”
หลังกลืนข้าวคำสุดท้ายลงไป เสิ่นเยี่ยนก็ลุกขึ้น เก็บจานชามไปพลาง เอ่ยเสียงเบาเสียจนเหมือนกลัวใครได้ยินไปพลางว่า
“แค่คุณเอ่ยปาก ผมก็ช่วยคุณอยู่แล้ว”
เสียงท้ายประโยคยังไม่ทันจาง เสิ่นเยี่ยนก็ถือจานชามหันหลังเดินเข้าครัวไป
เผยซีมองแผ่นหลังสูงโปร่งและเหยียดตรงของเสิ่นเยี่ยนอย่างเหม่อลอย พลางคิดในใจว่า
หรือเขาจะกลัวว่าฉันทำอาหารเยอะขนาดนี้แล้วเหนื่อยกันนะ?
เผยซีนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้กินข้าว แล้วยืดคอมองเข้าไปในครัว
เธอสงสัยนิดหน่อยว่าเสิ่นเยี่ยนจะเขินหรือเปล่า
ตั้งแต่พูดประโยคนั้นจบ เขาก็ไม่ยอมให้เธอเห็นหน้าอีกเลย
วันต่อมา ทันทีที่เผยซีมาถึงบริษัท ก็เห็นผู้จัดการเหลียงเดินมาหาเธอเองเพื่อเซ็นสัญญาตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว
