ลู่เซวียนไม่สนใจเสียงเคาะประตู เดินเข้าไปในห้องตรง ๆ แล้วโยนคนลงบนเตียง
หูเหนียงเหนียงจมอยู่ในผ้านวมผ้าไหมนุ่มนิ่ม ฤทธิ์สุรายังไม่จางหายไปหมด
แก้มของนางแดงระเรื่อ ดวงตาหยดน้ำค้างปรือเปิดปรือปิดมองเขา มุมปากประดับรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา
เส้นผากระจายอยู่บนหมอน คอเสื้อชุดคลุมวิญญาณสีบัวอ่อนถูกนางถูไถจนเปิดออกเล็กน้อย
นางไม่รีบร้อน เพียงเอียงศีรษะมองเขา น้ำเสียงอ่อนนุ่มหวานละมุน “ท่านเจ้าร้านลู่…นี่ท่านจะปล่อยข้าทิ้งไว้ให้เหี่ยวเฉาอยู่ตรงนี้หรือ”
“ปล่อยให้เหี่ยวเฉารึ”
ลู่เซวียนโน้มตัวลง มือข้างหนึ่งยันลงบนเตียงข้างหูของนาง “ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะเมามากเกินไป เดี๋ยวจะทนแรงกระหน่ำไม่ไหวต่างหาก”
หูเหนียงเหนียงหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้หลบเลี่ยง
กลับยกมือขึ้นเกี่ยวสาบเสื้อบริเวณอกของเขา แล้วดึงเข้ามาหาตัวเองเล็กน้อย
ลมหายใจอุ่น ๆ ปัดผ่านปลายคางของเขา พร้อมกลิ่นหอมหวานที่ยากจะอธิบาย “ใครจะกระหน่ำใครยังไม่แน่เลย…เจ้าว่าไหม”
“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” ลู่เซวียนเหลือบมองคอเสื้อที่เปิดออกเล็กน้อยของนางชั่วครู่ ก่อนจะยืดตัวขึ้น
หูเหนียงเหนียงเห็นเขากำลังจะไป จึงคลายนิ้วจากสาบเสื้อของเขา แล้วเอนกายพิงหมอนอย่างเกียจคร้าน “งั้นเจ้าก็ไปเถอะ ข้าจะรอ”
ลู่เซวียนมองนางแวบหนึ่ง “เจ้ารอไหวหรือ”
“รอไม่ไหวก็ต้องรอสิ” หูเหนียงเหนียงเอียงศีรษะมองเขา ปลายนิ้วลูบไล้กระดูกไหปลาร้าของตนเองเบา ๆ “ใครใช้ให้ท่านเจ้าร้านลู่เป็นคนยุ่งนักเล่า อีกอย่าง…”
นางลดเสียงลงเล็กน้อย “รอให้ฤทธิ์สุราจางลงอีกหน่อย เดี๋ยวจะได้สบายกว่าเดิม เจ้าคิดว่าใช่ไหม”
ยามเอ่ยประโยคนั้น แววตาของนางทั้งอ่อนหวานทั้งเย้ายวน เจือความมึนเมาเจ็ดส่วน และมีเจตนาแอบแฝงอีกสามส่วน
ลู่เซวียนมองนางอยู่สองวินาที ก่อนเอื้อมมือหยิบผ้าห่มบางมาคลุมตัวนาง “อยู่เฉย ๆ”
“เจ้ากลัวข้าหนีไป หรือกลัวข้าหนาวกันแน่” หูเหนียงเหนียงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม โผล่ออกมาเพียงดวงตาคู่หนึ่ง แล้วถามเขาด้วยคิ้วตาโค้งงอน
