ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม
เวินอวี่ยู่เอนซบอยู่ในอ้อมแขนของลู่เซวียน ผมยาวสยายคลุมไหล่ ใบหน้าแดงก่ำราวกับจะมีเลือดหยดลงมา ทั้งร่างอ่อนระทวย ขดตัวเป็นก้อน
ลู่เซวียนก้มมองนาง ปลายนิ้วพันเล่นปอยผมของนาง ความปรารถนาร้อนรุ่มในใจที่ถูกหูเหนียงเหนียงยั่วขึ้นมาเมื่อครู่ ในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยจนหมดสิ้น รู้สึกสบายไปทั้งตัว
“เรื่องช่วยดูตากลั่นกรองของที่เจ้าพูดเมื่อครู่...หลอกข้าใช่ไหม” เวินอวี่ยู่เอ่ยเสียงอู้อี้
“ไม่ได้หลอกเจ้า หลังร้านมีที่ต้องซ่อมจริง ๆ”
“แล้วทำไมเจ้าไม่ซ่อมล่ะ”
“ซ่อมแล้ว เพิ่งซ่อมเสร็จ” ลู่เซวียนก้มลงจูบหน้าผากนาง “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ช่วยข้า ‘ดู’ ไปแล้วหรือ”
เวินอวี่ยู่ยกมือขึ้นตบอกเขาเบา ๆ เจือความเขินอายและขุ่นเคืองอยู่หลายส่วน “เจ้านี่มัน...”
ลู่เซวียนยิ้มพลางคว้ามือนางไว้ แล้วพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ “จริงสิ เรื่องที่เจ้าจะตั้งแผงขายของ ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้ โต๊ะเก้าอี้ วัตถุดิบวิญญาณสำหรับรับมาขาย ข้ามีช่องทางหาให้”
เวินอวี่ยู่อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองเขา “เจ้ายังจะร่วมลงทุนด้วยหรือ”
“เจ้ายังไหวหรือ” ลู่เซวียนก้มมองนาง เอ่ยคำพูดที่มีความหมายสองแง่สองง่าม
ร่างของเวินอวี่ยู่เกร็งขึ้นโดยสัญชาตญาณ ถูกคำพูดชวนคิดนั้นทำเอาร้อนผ่าวไปทั้งตัว
นางชักมือกลับอย่างลนลาน น้ำเสียงก็เจือความตื่นตระหนกขึ้นมาหลายส่วน “อย่า ๆ ๆ...ข้ายังต้องกลับไปเตรียมวัตถุดิบ พรุ่งนี้ก็จะเปิดร้านแล้ว ยังมีของอีกตั้งมากที่ไม่ได้เตรียม...”
ขณะพูด นางก็ลนลานปีนออกจากอ้อมแขนเขา มือไม้พันกันยุ่งเหยิงขณะคว้าเสื้อผ้าที่กองอยู่ข้างเตียงมาสวม แล้วรีบเดินออกไปด้วย
เชือกผูกเอวเส้นหนึ่งยังผูกเบี้ยวอยู่ แต่นางก็ไม่มีเวลาจัดให้เรียบร้อย คิดเพียงรีบหนีไปให้เร็วที่สุด
