เห็นหนานกงเยว่ไม่พอใจกับราคาที่เสนอ ลู่เซวียนก็จนปัญญาอยู่บ้าง “ไม่น้อยแล้วนะท่าน ลองไปถามร้านอื่นดูสิ ถ้าให้ท่านได้สักพันสามหินวิญญาณก็นับว่าพวกเขามีคุณธรรมแล้ว”
“แต่อาวุธวิญญาณของข้าไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไปเสียหน่อย”
หนานกงเยว่ยื่นมือไปลูบผนังเตาหยกเบา ๆ น้ำเสียงเจือแววขุ่นเคือง “อย่างเตาหยกชิ้นนี้ ตอนซื้อข้าใช้หินวิญญาณไปเกือบพัน ทำไมพอมาอยู่ในมือท่านถึงถูกหั่นราคาลงครึ่งหนึ่งล่ะ”
ลู่เซวียนไม่โกรธ กลับอธิบายอย่างอดทน “ท่าน เตาหยกชิ้นนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ จะใช้คุ้มครองบ้านหรือมอบเป็นของขวัญก็ล้วนเป็นตัวเลือกชั้นเยี่ยม แต่คนที่เดินไปมาในตลาดล้วนเป็นผู้บำเพ็ญอิสระกับศิษย์สำนัก จะมีสักกี่คนที่อยากซื้อเตาหยกสามขาซึ่งแทบไม่มีประโยชน์ แล้วจะมีสักกี่คนที่ซื้อไหว”
“ท่านยังยอมจ่ายหินวิญญาณพันก้อนเพื่อซื้อเตากำยานสักใบ แต่คนอื่นเห็นครั้งแรกก็คิดแค่ว่าเจ้าสิ่งนี้เอาไว้ต่อสู้ได้หรือเปล่า”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงผ่อนลงเล็กน้อย “อาวุธวิญญาณที่ใช้งานได้จริงย่อมขายออกง่าย ราคาก็ตกช้า แต่ของแต่งบ้านชิ้นใหญ่ที่เน้นรสนิยมอย่างเตาหยก พอเปลี่ยนมือก็ต้องลดราคา อาวุธวิญญาณอีกสองชิ้นของท่านราคายังถือว่าคงที่ มีเพียงเตาหยกชิ้นนี้ที่มูลค่าลดลงมากที่สุด”
หนานกงเยว่เม้มริมฝีปาก ไม่รีบโต้แย้ง คล้ายกำลังค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับคำพูดของเขา
สายตาของนางหยุดอยู่ที่เตาหยกเนิ่นนาน
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเงยหน้ามองลู่เซวียน “ท่านเจ้าร้านลู่ พวกเราก็รู้จักกันมานานแล้ว ครั้งนี้ข้าก็ไม่ได้เรียกคนอื่นมา ท่านเพิ่มให้อีกหน่อยได้ไหม”
