“ตายแล้วหรือ?”
เย่เฉินเงยหน้ามองหวังผิง ก่อนจะโยนฎีกาในมือลงข้าง ๆ
“ให้คนตรวจสอบแล้วหรือยัง?”
หวังผิงรีบพยักหน้า “ตรวจสอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ แม้ใบหน้าจะถูกไฟไหม้จนเสียโฉม แต่ยืนยันได้ว่าเป็นไท่ซือซือถูอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
แววตาเย่เฉินมืดครึ้ม เขาส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีทางง่ายดายเช่นนั้น”
เขายังไม่ได้ลงมือสังหารอย่างจริงจังด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องการคือให้ซือถูเจิงต่อต้าน เพื่อบีบให้กองกำลังที่ยังเหลืออยู่ในมือเผยตัวออกมา ไม่ใช่ให้ตายอย่างง่ายดายเช่นนี้
“แต่ปานบนร่างกายกับลักษณะทางกายภาพ ล้วนยืนยันได้ว่าเป็นไท่ซือซือถูพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งองครักษ์ลับไปสืบต่อ อย่าปล่อยให้ข้อสงสัยแม้แต่น้อยหลุดรอดไปได้ ซือถูเจิงโลดแล่นมาหลายปี เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าเขาจะตายง่าย ๆ เช่นนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
หวังผิงคุ้นชินกับความช่างสงสัยของเย่เฉินมานานแล้ว เขาก้มหน้ารับคำ ในใจคิดว่า หากไม่ได้เห็นซือถูเจิงถูกสับร่างเป็นชิ้น ๆ ด้วยตาตนเอง ความระแวงของฝ่าบาทคงไม่มีวันจางหายไปแม้แต่น้อย
“เดี๋ยวก่อน”
เย่เฉินเรียกหวังผิงที่กำลังจะถอยออกไปไว้ แล้วสั่งว่า “เพิ่มองครักษ์ลับทางด้านฮูหยินอีก ต้องเฝ้าดูแลให้ดี แม้แต่ร่องระหว่างแผ่นพื้นก็ห้ามคลาดสายตาเรา”
แววประหลาดใจวูบผ่านดวงตาหวังผิงอย่างรวดเร็ว การป้องกันทั้งในที่แจ้งและในที่ลับรอบฮูหยินสือนั้นแน่นหนาจนน่าหวาดหวั่นอยู่แล้ว ทั้งยังสั่งให้คนของพวกเขาคอยจับตาดูกันเอง เรียกได้ว่าไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย ยังจะเพิ่มอีกหรือ?