——
“ข้าอยู่ที่ไหน นรกหรือ?”
สามวันต่อมา ซือถูจิ้งลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง ร่างกายอ่อนปวกเปียก นางฝืนเอียงศีรษะมองไปด้านข้าง ดวงตาพร่ามัวราวกับมีหมอกปกคลุม จนมองอะไรไม่ชัด
หมอเทวดาเหลียวถอนเข็มเล่มสุดท้ายออกจากข้อมือของนาง แล้วกำชับชิงหลานสั้น ๆ ให้พระสนมกุ้ยพักฟื้นให้ดี อย่าฝืนใช้ความคิด จากนั้นจึงออกจากตำหนักไป
เมื่อไล่เหล่านางกำนัลที่เฝ้าอยู่ในตำหนักออกไปแล้ว ชิงหลานก็รีบถลาไปข้างเตียงของซือถูจิ้ง พลางร่ำไห้ตัดพ้อว่า “เหนียงเหนียง ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที บ่าวเป็นห่วงแทบตายอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
หูของซือถูจิ้งอื้ออึง ฟังไม่ค่อยชัด นางรู้สึกมึนงงและคอแห้งผาก “น้ำ ชิงหลาน น้ำ...”
“อ้อ ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะไปยกน้ำมาให้เหนียงเหนียงเดี๋ยวนี้”
ชิงหลานเหมือนได้สติขึ้นมา นางเช็ดน้ำตาแล้วเดินโซเซไปเอาน้ำอุ่น ก่อนจะประคองซือถูจิ้งขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วยกถ้วยจ่อริมฝีปากนาง
ซือถูจิ้งดื่มน้ำอุ่นไปเต็มถ้วยใหญ่ จึงพอจะบรรเทาความกระหายในลำคอได้ นางเอนพิงอ้อมแขนชิงหลาน พักอยู่นานกว่าจะเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง จากนั้นจึงมีเวลามองไปรอบ ๆ สายตาที่เคยพร่ามัวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ก่อนจะหยุดลงบนใบหน้าของชิงหลาน
“ชิงหลาน เหตุใดเจ้าถึงดูสาวขึ้น?”
“...เหนียงเหนียง ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? บ่าวก็หน้าตาแบบนี้มาตลอด จะไปสาวขึ้นได้อย่างไรเจ้าคะ?”
ชิงหลานตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ถึงกับคิดจะลุกไปตามหมอเทวดาเหลียวกลับมา ทว่าซือถูจิ้งกลับคว้าต้นแขนของนางไว้ แรงบีบนั้นมากจนน่าตกใจ
“ตอนนี้ปีอะไร?”
“...ปะ ปี ปีเทียนจงที่สิบสี่เจ้าค่ะ เหนียงเหนียง!”
