ภายในอาคารสำนักงานของบริษัทเผ่ยกรุ๊ป ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน คนที่มาถึงก่อนต่างก็มีทั้งคนที่กำลังเตรียมงานก่อนเริ่มงาน บ้างก็จับกลุ่มกระซิบกระซาบกันเบา ๆ และยังมีคนที่อยากรู้อยากเห็น เดินเข้ามาหาหนีเซวียนซึ่งกำลังทำตัวไม่ถูก
“พนักงานใหม่ ได้ยินว่าเธอเป็นคนที่หัวหน้าแผนกซิงฝ่ายบุคคลรับเข้ามา ก่อนหน้านี้พวกคุณรู้จักกันหรือเปล่า?”
คนรอบข้างเงี่ยหูฟังโดยไม่รู้ตัว พูดตามตรง พวกเขาก็สงสัยเหมือนกันว่าหนีเซวียนอาศัยเส้นสายเข้าบริษัทมาหรือเปล่า
ที่นี่คือที่ไหน?
สำนักงานใหญ่ของกลุ่มทุนชั้นนำ
คนที่ทำงานที่นี่ แม้จะไม่ได้เป็นบุคลากรระดับหัวกะทิกันทุกคน แต่ก็ล้วนเป็นบัณฑิตชั้นยอดจากมหาวิทยาลัยชื่อดังทั่วโลก
ไม่ต้องพูดถึงวุฒิการศึกษาธรรมดา ๆ ของหนีเซวียน แค่ชุดทำงานที่เห็นชัดว่าไม่ค่อยเหมาะกับเธอ กับการแต่งตัวหม่นหมอง ก็ทำให้เธอดูไม่เข้าพวกอย่างยิ่งเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางสาวทำงานในเมืองที่เปล่งประกายไปทั้งตัว
บริษัทใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทอย่างเผ่ยกรุ๊ป ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่กับวุฒิการศึกษาเท่านั้น ข้อกำหนดด้านภาพลักษณ์ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จับต้องไม่ได้ก็เข้มงวดไม่น้อย
ไม่ใช่ว่าพวกเขาดูถูกคนอย่างหนีเซวียน แต่เธอไม่ควรมาอยู่ในบริษัทเผ่ยจริง ๆ ราวกับหนูขนสีเทาที่เบียดเข้าไปอยู่กลางฝูงกระเรียน จนไม่ว่าใครก็ต้องสังเกตเห็น
อย่างหลินเหม่ยหยาที่เพิ่งขึ้นลิฟต์ส่วนตัวมาเมื่อครู่ แค่กวาดตามองก็สังเกตเห็นหนีเซวียนแล้ว เธอขมวดคิ้ว ก่อนหันไปถามหัวหน้าทีมตัวเล็กที่ยืนทักทายเธออย่างนอบน้อมว่า
“คนนั้นเป็นใคร?”
“รองประธานหลิน นั่นพนักงานฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ครับ”
“ใครเป็นคนรับเธอเข้ามา? ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยเหมาะกับภาพลักษณ์ของบริษัทนะ”
“ได้ยินว่าหัวหน้าแผนกซิงฝ่ายบุคคลเป็นคนรับเข้ามาเอง บางทีเด็กฝึกงานคนนี้อาจมีความสามารถพิเศษก็ได้ครับ?”
หัวหน้าทีมตัวเล็กดูจะไม่ลงรอยกับหัวหน้าแผนกซิง พูดจาแฝงนัยอยู่ไม่น้อย
แววตาของหลินเหม่ยหยาหม่นลงชั่วขณะ เธอคลับคล้ายคลับคลาว่าหัวหน้าแผนกซิงเป็นเพื่อนร่วมชั้นของซ่งหยาหนี พอนึกถึงซ่งหยาหนี ชื่อที่ไม่ได้เอ่ยถึงมานาน เธอก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ทอดสายตามองหนีเซวียนที่อยู่ไม่ไกลอย่างลึกซึ้ง ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
แต่ก่อนจะไป เธอกำชับหัวหน้าทีมตัวเล็กให้เอาเอกสารเข้าทำงานของหนีเซวียนไปส่งที่ห้องทำงานของเธอด้วย
หนีเซวียนไม่ได้ตอบคำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นของคนอื่น เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจัดโต๊ะทำงานอย่างประหม่าและขี้อาย คนอื่น ๆ พอเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจก็แยกย้ายกันไป
(เบบี๋เก่งจังเลย เมื่อกี้หลินเหม่ยหยามองเบบี๋ตั้งนาน สมกับเป็นนางเอกผู้พิชิตเป้าหมายจริง ๆ โชคชะตาดีกว่าซ่งหยาหนีเสียอีก พอเธอสังเกตเห็นเรา ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการเพิ่มบทให้ตัวเองแล้ว)
เสียงของระบบฟังดูร่าเริงขึ้น ไม่เพียงได้เพิ่มบทเท่านั้น แต่ยังอาศัยความสนใจจากหลินเหม่ยหยา นางเอกคนใหม่ที่ขึ้นมาแทนตำแหน่ง ได้เก็บเกี่ยวโชคชะตามาอีกเล็กน้อยด้วย
มันเจื้อยแจ้วบอกข่าวดีนี้ในหัวของหนีเซวียน
หนีเซวียนไม่ได้ตอบ เพียงฟังเสียงของมันที่กลับมามีพลังขึ้นบ้าง ดวงตาหลังม่านผมหนาทึบวูบไหวด้วยความผ่อนคลายเล็กน้อย
เธอเพิ่งเคยเป็นมนุษย์เป็นครั้งแรก ส่วนจูจูก็เพิ่งเคยเป็นระบบ ทั้งคู่ต่างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เธอมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จึงพอประคองความคิดของตัวเองไว้ได้
แต่เจ้าของร่างเดิมก็ไม่ใช่คนฉลาดนัก เธอจึงไม่ประเมินสติปัญญาของตัวเองสูงเกินไป ทำได้เพียงคลำทางไปอย่างทุลักทุเล อาศัยสัญชาตญาณล้วน ๆ
(เบบี๋ของระบบฉลาดที่สุดเลย ไม่ยอมแต่งตัวให้ดีตามที่ระบบบอก แป๊บเดียวก็ทำให้หลินเหม่ยหยาสังเกตเห็นแล้ว!)
ตอนแรกระบบก็ประโคมคำชมแบบไม่ลืมหูลืมตา จากนั้นก็พูดอย่างขุ่นเคืองว่า (คนรอบข้างนี่ตาถั่วจริง ๆ กล้าดูถูกว่าเบบี๋ของระบบไม่คู่ควรจะทำงานที่นี่ ฮึ! พวกน่ารำคาญ!
เบบี๋วางใจนะ ระบบจะเปลี่ยนโชคชะตาที่เพิ่งเก็บมาได้ทั้งหมดเป็นพลังงาน เอาให้เบบี๋ใช้ ทำให้เบบี๋สวยขึ้น ฉลาดขึ้น จนพวกนั้นตาค้างกันไปหมด)
“ไม่ต้องเอามาให้ฉันใช้ เก็บไว้ซ่อมร่างหลักของเธอก่อน!”
หนีเซวียนปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด ผ่านความคิดในใจ
ไม่ว่าเธอจะแต่งตัวอย่างไร ร่างนี้ก็ไม่มีทางเข้ากับอาคารสำนักงานที่เต็มไปด้วยคนเก่งกาจได้อยู่ดี เธอจึงเลือกคงรูปลักษณ์เดิมของเจ้าของร่างไว้ จะได้ดึงดูดสายตาคนได้มากกว่า ต่อให้เป็นสายตาที่มุ่งร้ายก็ตาม
ขอแค่มีคนสังเกตเห็นและเกิดอารมณ์รุนแรงขึ้นมา ต่อให้เป็นความรู้สึกรังเกียจก็ยังพอจะเก็บโชคชะตามาได้บ้าง ยุงตัวเล็กแค่ไหนก็ยังเป็นเนื้อ
เธอเองก็ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอหลินเหม่ยหยาตั้งแต่วันแรกที่เข้าบริษัทเผ่ย แถมยังถูกอีกฝ่ายสังเกตเห็นด้วย นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน
ส่วนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นเธอจนรู้ว่าเธอเป็นคนที่ซ่งหยาหนีส่งเข้าบริษัทเผ่ยหรือไม่นั้น เธอไม่กังวล...เพราะกังวลไปก็ไม่มีประโยชน์
โชคชะตาของนางเอกแข็งแกร่งมาก ดวงก็ย่อมดีตามไปด้วย มักจะรอดพ้นเคราะห์ร้ายได้เสมอ อีกทั้งยังไวต่อการรับรู้เรื่องยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะหลินเหม่ยหยาที่เป็นทั้งผู้พิชิตเป้าหมายและคนที่แย่งตำแหน่งนางเอกจากนางเอกเดิม ความรู้สึกไวของเธอยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ซ่งหยาหนีบอกว่าสงสัยว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ของเธอเกี่ยวข้องกับหลินเหม่ยหยา และให้หนีเซวียนหาทางเข้าใกล้อีกฝ่าย
คำพูดต่อหน้าคือจะไม่ให้หนีเซวียนทำเรื่องอันตรายอะไร แต่จากความทรงจำของหนีเซวียนกับเจ้าของร่างเดิม ซ่งหยาหนีไม่มีทางคิดไว้แค่นั้นแน่
แต่ตัวร้ายย่อมมี “บท” ให้เล่นมากกว่า
ในสายตาของหนีเซวียน ชะตากรรมอันน่าอนาถที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นศัตรูกับนางเอกผู้พิชิตเป้าหมายที่ใช้วิธีการโหดเหี้ยม ยังเทียบไม่ได้กับราคาที่ต้องจ่าย หากไม่มีโชคชะตาเป็นอาหาร เธอก็จะถูกกัดกร่อนจนสลายไป
(เบบี๋จะไม่ใช้ได้ยังไง? รูปร่างหน้าตาของร่างนี้ยังสวยไม่ถึงหนึ่งในสิบล้านส่วนของร่างหลักของเบบี๋เลยนะ อีกอย่าง รูปลักษณ์ที่ชวนให้คนสนใจและหลงใหลก็เป็นเงื่อนไขในการรวบรวมโชคชะตาด้วย เบบี๋อย่าปฏิเสธเลยนะ ได้ไหม?)
ที่สำคัญที่สุดคือระบบทนไม่ได้ที่คนอื่นจะดูถูกหน้าตาของหนีเซวียน
หนีเซวียนส่ายหน้าแผ่วเบา “ไม่ใช่อย่างนั้น เธอลองดูตัวเองสิ ถ้าไม่ดูดซับพลังงานอีกสักหน่อย เกรงว่าจะอ่อนแอจนใกล้เข้าสู่ภาวะหลับใหลแล้ว”
(ฮือ ๆ เบบี๋ดีกับระบบขนาดนี้ได้ยังไง? ระบบซึ้งใจจริง ๆ แค่เบบี๋พูดแบบนี้ ระบบก็พอใจแล้ว พลังงานพวกนี้เอาให้เบบี๋ทั้งหมดเลย ระบบยังทนต่อไปได้อีกสักพัก)
พูดจบมันก็ไม่เปิดโอกาสให้หนีเซวียนปฏิเสธอีก ส่งพลังงานให้เธอ ทำให้ผิวที่หมองคล้ำดูดีขึ้นเล็กน้อย
เธอดีกับมันอย่างนั้นหรือ?
หนีเซวียนถอนหายใจอย่างจนใจ
ตั้งแต่เธอเริ่มมีความทรงจำ ก็ถูกระบบปกป้องไว้ภายในร่างหลักของมัน มันต้องทนทุกข์จากการถูกอู๋ซวีกัดกร่อนอยู่ทุกวินาที ส่วนเธอกลับมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยในร่างหลักของมัน ทั้งยังต้องอาศัยพลังงานที่มันแปลงมาจาก “ขยะ” ของอู๋ซวีเป็นครั้งคราว เพื่อประคองชีวิต เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้แล้ว เธอต่างหากที่เป็นฝ่ายได้ประโยชน์
แต่ระบบกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ในความเข้าใจของมัน ดูเหมือนมันจะมองเธอซึ่งอยู่ในร่างหลักของมันมาตั้งแต่เริ่มมีจิตสำนึก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มัน “ให้กำเนิด” ขึ้นมา
เพราะอย่างนั้นมันถึงชอบเรียกเธออย่างสนิทสนมว่าเบบี๋ และเคยชินกับการแบ่งพลังงานที่ดีที่สุดให้เธอ
“ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก เธอลืมไปแล้วหรือว่าเธอก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าซ่อมร่างหลักของเธอไม่ได้ พอพวกเราถูกโลกนี้ขับไล่ออกไปและกลับไปยังอู๋ซวี เธอก็จะปกป้องฉันไม่ให้ถูกกัดกร่อนไม่ได้แล้วนะ”
ระบบลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
(ได้เลยเบบี๋ ระบบจะเชื่อฟัง ครั้งหน้าถ้าแปลงพลังงานได้แล้ว ระบบจะแบ่งเก็บไว้บ้าง)
ภายในห้องทำงาน
หลินเหม่ยหยามองเอกสารของหนีเซวียน ก่อนหัวเราะเยาะ “ดีนี่ น้องสาวของซ่งหยาหนี ดูท่าผู้แพ้ในมือฉันคนนั้นคงยังไม่ยอมแพ้สินะ”
ก็ดีเหมือนกัน ถึงเธอจะแย่งเผ่ยโม่มาได้ แต่เผ่ยโม่เป็นคนโปรดของวิถีสวรรค์ ยากจะเอาชนะใจเหลือเกิน หลายปีมานี้เธอก็ยังไม่ได้หัวใจของเขามาอย่างสมบูรณ์
บางครั้งเธอก็อดคิดไม่ได้ว่า เป็นเพราะเธอลงมือกับซ่งหยาหนีเร็วเกินไปหรือเปล่า จึงทำให้ระหว่างเธอกับเผ่ยโม่ขาดโอกาสสำคัญบางอย่างไปเสมอ?
ตอนนี้ บางทีอาจเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปได้แล้ว
