น้ำเสียงเย็นเยียบประหนึ่งภูตผี ดังมาจากนรกจนความเงียบงันทั่วทั้งห้องแตกกระเจิง
“กึก”
ขวดกระเบื้องหล่นลงพื้น หนีเซวียนมองเขานิ่งงัน หัวใจเริ่มเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้
“เจ้า...”
“เลว...อื้อ...”
เถาจือหวาดกลัวจนขาอ่อน ครั้นเห็นซือถูเฉิงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา นางก็ไม่รอให้เขาพูดจบ รีบโอบร่างเล็กไว้ ปิดปากเขาแล้วขดตัวเป็นก้อน
ยังดีที่สายตาของเย่เฉินไม่เคยเหลือบแลผู้อื่นแม้แต่น้อยตั้งแต่ต้นจนจบ
หวังผิงก้มตัวจุดเทียนบนโต๊ะ ก่อนจะเหลือบมองเถาจือกับซือถูเฉิง จากนั้นจึงเข้ามาจากด้านข้าง ดึงเถาจือให้ช่วยกันลากซือถูเฉิงออกจากห้อง ตลอดทางไม่มีใครกล้าส่งเสียงเกินจำเป็น
เย่เฉินไพล่มือไว้ด้านหลัง ค่อย ๆ เดินไปหาหนีเซวียนทีละก้าว แม้ระยะทางจะเพียงไม่กี่ก้าว แต่กลับคล้ายย่ำลงกลางใจนาง ทำให้หัวใจหดเกร็งราวกับถูกแรงภายนอกบังคับ
ในที่สุดเขาก็หยุดตรงหน้านาง ปัดชายเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนนั่งยองลงกับพื้น สบตาหนีเซวียนที่นั่งอยู่ริมตั่งจากด้านล่างขึ้นมา
หางตายังคงโค้งเป็นรอยยิ้มเช่นทุกวัน ทว่าดวงตากลับไร้แววขัน เขาหยิบขวดกระเบื้องที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างลวก ๆ ใช้นิ้วยาวเรียวแตะเข่าหนีเซวียน พลางเล่นขวดใบนั้นไปมา
“ฮูหยิน ใจของเจ้าช่างแข็งเหลือเกิน ในใจเจ้าคิดว่าเลือดเนื้อของเราไม่คู่ควรจะอยู่ในร่างเจ้าหรือ?
แล้วเหตุใดเจ้าถึงยอมให้เจ้าหนูซือถูเฉิงอยู่ได้ เป็นเพราะบิดาแท้ ๆ ของเขาไม่เหมือนกันหรือ?
ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”
ขณะพูด มืออีกข้างของเขาก็วางลงบนเข่านางเช่นกัน โน้มตัวลง ใช้คางเกยหลังมือ เงยหน้าจ้องนาง
“แล้วจะทำอย่างไรดี? เรากลับเฝ้ารอให้เลือดเนื้อของเราหลอมรวมกับของฮูหยิน หากทำไม่ได้ เราเกรงว่าอาจควบคุมตัวเองไม่อยู่...แล้วส่งเจ้าหนูซือถูเฉิงลงไปอยู่เป็นเพื่อนลูกของเรา
