ช่วงนี้หางานพิเศษช่วงปิดเทอมยากจริงๆ
เข้าทำงานในโรงงานก็เหนื่อยเกินไป ผลตอบแทนไม่สมกับแรงที่ลงไป
ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟก็ต้องคอยมองสีหน้าคนอื่น แถมเงินเดือนก็ไม่สูง
ถ้าร้านอาหารส่งเดลิเวอรีเป็นที่นิยมก็คงไปรับส่งได้ แต่ตอนนี้มันยังไม่ฮิต เห็นแต่ในย่านมหาวิทยาลัยกับย่านการค้าเท่านั้นที่มีพนักงานส่งของวิ่งกัน
“สวี่เย่ นายจะหางานพิเศษช่วงปิดเทอมแบบไหนกันแน่”
“แบบทำงานน้อย อิสระ แล้วก็เงินดี”
ฉินจื้อเหว่ยเบ้ปาก “นายอยากไปเป็นเด็กเสริฟก็บอกตรง ๆ เถอะ”
“ไสหัวไปไกล ๆ เลย”
ทั้งสองคนเดินวนอยู่ในใจกลางเมืองบ่ายแก่ ๆ ก็ยังหางานที่เหมาะสมไม่ได้ ฉินจื้อเหว่ยเดินไม่ไหวแล้ว โบกมือก่อนจะนั่งยอง ๆ ริมฟุตปาท “จะหาก็หาไปคนเดียวเถอะ ข้าไม่ได้คิดจะทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว พ่อแม่ข้าบอกแล้ว ถ้าข้าสอบติดมหาวิทยาลัยสายหนึ่ง จะให้รางวัลข้าหมื่นหยวน”
“นายสอบไม่ติดหรอก”
“เรื่องนี้ยังไม่แน่ ปีนี้ข้อสอบยากขนาดนี้ บางทีเส้นต่ำอาจจะลดลงก็ได้”
สวี่เย่หัวเราะ “เมื่อคืนข้าฝันว่าคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ของนายรวมแล้วเฉียดเส้นมหาวิทยาลัยสายสอง”
“เพ้อเจ้อ”
“ข้าไม่ได้ฝันแค่คะแนนสอบเอ็นทรานซ์ของนายนะ ยังฝันด้วยว่าพอเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ไม่นานนายก็แต่งงาน แต่ปีถัดมาเมียนายก็สวมเขาให้นาย”
“สวี่เย่ ไอ้บ้าเอ๊ย แช่งข้านักใช่ไหม”
สวี่เย่ไม่รับคำ สายตาจับจ้องไปที่ป้ายร้านแห่งหนึ่งริมถนนที่เขียนว่า ‘พบรักบาร์ดนตรี’ เขาตบไหล่ฉินจื้อเหว่ย ชี้ไปที่ร้านเหล้านั้น “ไปดูร้านนั้นหน่อย”
“ไม่ไป ข้ารออยู่ตรงนี้”
“ไม่ไปก็ตามใจ”
สวี่เย่ก้าวเท้าเดินตรงไปที่ร้าน ‘พบรักบาร์ดนตรี’ ทันที
ช่วงบ่ายร้านยังไม่เปิด มีแค่พนักงานเสิร์ฟผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดอยู่ สวี่เย่มองลอดประตูไปสองสามทีแล้วเดินเข้าไปตรง ๆ
“สวัสดีครับ ร้านนี้รับพนักงานพิเศษช่วงปิดเทอมไหมครับ”
พนักงานเสิร์ฟเงยหน้ามองสวี่เย่แวบหนึ่ง “เจ๊เจ้าของร้านอยู่หลังโกดังนะ รอเดี๋ยวนะ ฉันไปเรียกให้”
“ได้ครับ ขอบคุณครับ”
ไม่นานนัก ผู้หญิงคนหนึ่งอายุราวสามสิบห้าปีเดินเข้ามาจากประตูหลัง เธอใส่เสื้อยืดสีดำตัวสั้น เผยให้เห็นหน้าท้องขาวเนียนราบเรียบอย่างเปิดเผย กางเกงยีนส์ทรงสลิมสีฟ้าอ่อนขับเน้นเรียวขายาวให้เด่นชัดไร้ที่ติ ใต้เท้าเป็นรองเท้าส้นสูงหัวสั้น เล็บเท้าทั้งสิบซี่ทาสีแดงชาด ดูเซ็กซี่และเย้ายวน
เธอมองสวี่เย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มละไม “หล่อ ร้านเรามาหางานเหรอ”
“ครับ ผมเพิ่งสอบเอ็นทรานซ์เสร็จ อยากหางานพิเศษช่วงปิดเทอม”
“อย่างนี้นี่เอง” เธอยิ้มถาม “แล้วมีความสามารถพิเศษอะไรบ้างไหม”
สวี่เย่ตอบตามตรง “ความสามารถพิเศษของผมก็คือมีของพิเศษที่ยาวเป็นพิเศษน่ะครับ”
พนักงานเสิร์ฟข้าง ๆ ฟังไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนี้เลย ต่างจากเจ๊เจ้าของร้าน พอได้ยินก็ตะลึงไปสองวิ ก่อนจะยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก
“หล่อน้อยปากหวานจริงนะ เอาล่ะ ไม่แกล้งนายแล้ว ร้านเราเปิดห้าโมงเย็นถึงห้าทุ่ม นายไหวไหม”
“ไม่มีปัญหาครับ ปกติผมเรียนพิเศษตอนค่ำก็เลิกสามทุ่มกว่า ๆ”
“เงินเดือนสองพันแปดร้อย มีค่าขยันร้อยห้าสิบ”
สองพันแปดร้อยต่อเดือนถึงจะน้อยไปบ้าง แต่สำหรับสวี่เย่ตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว ระหว่างทางที่ถามมา ร้านที่ดีที่สุดก็ให้แค่สองพันห้าร้อยต่อเดือน แถมทำงานที่นี่วันละแค่หกชั่วโมง ก็ค่อนข้างอิสระดี
สวี่เย่คิดแค่ครู่เดียวก็ตกลง “ไม่มีปัญหาครับ ผมไปเริ่มงานได้เมื่อไหร่ครับ”
“วันนี้เลยก็ได้”
“เอ่อ…พรุ่งนี้ได้ไหมครับ ผมต้องกลับไปบอกที่บ้านก่อน”
เจ๊เจ้าของร้านยิ้มเอ็นดู “ได้สิ”
“ผมชื่อสวี่เย่ เย่ที่แปลว่าป่าเถื่อน เจ๊ชื่ออะไรเหรอครับ”
เจ๊เจ้าของร้านไม่คิดว่าสวี่เย่จะถามชื่อของเธอ เธอชะงักไปนิด ก่อนจะยิ้มตอบ “เผยอิ้วเวย”
“ครับ งั้นพรุ่งนี้เวลานี้ผมมาใหม่นะครับ เจ๊ แล้วเจอกันพรุ่งนี้ครับ”
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้จ้ะ”
เห็นสวี่เย่เดินไปแล้ว เผยอิ้วเวยก็หรี่ตายิ้ม ที่จริงแล้วในร้านไม่ได้ขาดคน ร้านเหล้าธีมดนตรีแบบนี้ไม่เหมือนบาร์ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ตอนกลางคืนก็ไม่ได้ยุ่งมาก แต่เผยอิ้วเวยรู้สึกว่าถ้าให้หนุ่มหล่อที่สนุกสนานแบบนี้มาอยู่ในร้าน ก็น่าจะมีสีสันดี
ยังไงเธอก็เปิดร้านเหล้านี้ไม่ใช่เพราะอยากหาเงินอยู่แล้ว
……
“พี่เหว่ย เสร็จแล้ว กลับกันเถอะ”
“อะไรนะ”
“เจ๊เจ้าของร้านตกลงแล้ว พรุ่งนี้ผมก็มาทำงานที่นี่ได้”
“จริงป่ะ”
“จริงสิ นายไม่เห็น เจ๊เจ้าของร้านสวยบาดใจจริง ๆ หน้าอกใหญ่ เอวคอด ก้นเด้ง คนสวยเสียงหวานขายาว สุดยอดจริง ๆ”
ฉินจื้อเหว่ยทำหน้าไม่เชื่อ “ข้าไม่เชื่อหรอก”
สวี่เย่เดินนำไปเรื่อย ๆ ไม่ได้สนใจ “จะเชื่อไม่เชื่อก็เรื่องของนาย”
ฉินจื้อเหว่ยรีบตามไป “บ้าเอ๊ย พาข้าไปดูหน่อย”
“โง่จริง อยากไปก็ไปเองสิ”
“พี่เย่ เรียกพี่เลย”
“เรียกพ่อก็ไม่ช่วย”
“ช่างเถอะ ยังไงช่วงนี้ข้าก็ว่าง พอนายอยู่ร้านได้สักพักข้าค่อยไปเล่นด้วย”
สวี่เย่กอดหัวตัวเองไว้แล้วบิดคอ “พี่เหว่ย อยากรวยไหม”
“อยากสิ”
“งั้นนายให้ข้ายืมเงินหน่อย ตอนนี้ปีหน้า ข้าคืนให้สองเท่า”
เห็นสวี่เย่พูดจริงจัง ฉินจื้อเหว่ยก็ถามอย่างสงสัย “นายมีทางหาเงินเหรอ”
สวี่เย่ทำท่าอยากพูดแต่ก็หยุดไว้ ก่อนจะยิ้ม “ข้ารู้ว่าร้านเน็ตแห่งหนึ่งมีโปรเปิดร้าน เติมเงินห้าร้อยแถมหนึ่งพัน ยิ่งเติมมากยิ่งแถมมาก ตามหลักการแล้ว ถ้าเรามีเงินมากพอ เพิ่มทรัพย์สินหลายเท่าก็ไม่ใช่ปัญหา”
“จะแหย่ข้าเล่นอีกแล้วใช่ไหม”
“พี่เหว่ย”
“ไอ้แซ่สวี่ เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ ถ้านายยังเรียกข้าว่าพี่เหว่ยอีก ข้าจะเอาเรื่องนายแน่”
“เห็นต้นไม้ข้างหน้านั่นไหม”
“ทำไม”
“ถ้านายแตะใบไม้ใบนั้นได้ ก็ถือว่านายแน่”
“จ้องตาดูให้ดีนะ”
“โอ๊ะ ข้าลองอีกที”
“ท่าเมื่อกี้ไม่ถูก เดี๋ยวนะ”
“สวี่เย่ เห็นไหม ข้าแตะโดนแล้ว”
มองดูฉินจื้อเหว่ยที่เหมือนคนโง่กระโดดอยู่ใต้ต้นไม้ครั้งแล้วครั้งเล่า สวี่เย่ก็หัวเราะเสียงดังทันใด
ฉินจื้อเหว่ยมึนงง “หัวเราะอะไร”
“ไม่มีอะไร แค่ดีใจน่ะ พี่เหว่ย ชาตินี้นายได้รู้จักข้า มันต้องเป็นเพราะหมาเห่าแน่ ๆ ต่อไปถ้าข้ารวย ข้าจะพานายไปเฮงซวยด้วยแน่”
ฉินจื้อเหว่ยเบ้ปากทำหน้ารังเกียจ “ใครจะพาใครเฮงซวยยังไม่แน่”
……
กลับบ้าน
คุณพ่อสวี่กับจางหงก็เลิกงานกันแล้วเหมือนกัน
สวี่เย่รีบเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมให้ทั้งสองฟัง ไม่คิดว่าพอแม่ฟังจบจะพูดคัดค้าน “ลูกสอบเอ็นทรานซ์เสร็จหมาด ๆ จะไปทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมทำไม แม่ก็ไม่ได้ไม่ให้เงินค่าขนมสักหน่อย”
“แม่ หน้าร้อนมันยาวสามเดือน ผมอยากทำงานสักสองเดือนก่อน แล้วเอาเงินไปท่องเที่ยวข้างนอก”
“ลูกไปท่องเที่ยวข้างนอกต้องใช้เงินเท่าไหร่ เดี๋ยวแม่ให้”
จางหงไม่ใช่ไม่ไว้ใจว่าลูกชายจะทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมข้างนอก เพียงแต่รู้สึกว่าสวี่เย่ช่วงสามปีมัธยมปลายเหนื่อยเกินไป พอสอบเอ็นทรานซ์เสร็จแล้ว ควรพักผ่อนอยู่บ้านสักพักดี ๆ
คุณพ่อสวี่ก็ฟังออกว่าจางหงสงสารลูก แต่เห็นสวี่เย่ส่งสายตาให้เขา เขาก็รีบเล่นบทคนกลาง “ลูกก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ให้เขาไปฝึกตัวก่อนก็ดีนะ เราสองคนอย่าไปกังวลอะไรเลย”
“ใช่ ๆ พ่อลูกแกเป็นพวกเดียวกันตลอด ส่วนฉันมันตัวร้าย”
สวี่เย่รีบเอาหัวพิงไหล่จางหงแบบออดอ้อน “แม่ วางใจได้ ต่อไปถ้าแม่ทะเลาะกับพ่อ ผมจะอยู่ข้างแม่แน่ ๆ ไม่มีเงื่อนไข”
“เฮ้ย ว่าไอ้เด็กเวรนี่ใจดำจริง ๆ เมื่อกี้พ่อเพิ่งช่วยพูดดี ๆ ให้ หันหลังก็ทรยศพ่อเลยนะ”
……
