ชาจิ่วอดถามไม่ได้ว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นภาพลวงตาหรือ?”
“แดนลับในแผนที่ขุนเขาธาราสร้างขึ้นจากความยึดติดของผู้คนในโลกมนุษย์ เป็นทั้งภาพลวงตาและเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นจริง” เทพชื่อฉื้อตอบทุกคำถามของชาจิ่วโดยไม่ปิดบัง
ในที่สุดเหิงซานเยว่หนุ่มก็ได้พบผู้ส่งสารเทพภายในประตูกระจก
สีหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและศรัทธา “ท่านผู้ส่งสารเทพ ข้ามีคำถามว่า บนแผ่นดินจิ่วโจวยังจะมีผู้บำเพ็ญเซียนเหินทะยานขึ้นสู่สวรรค์อีกหรือไม่?”
ผู้ส่งสารเทพนำคำพยากรณ์จากเทพมาแจ้ง “มี และจะมีผู้บำเพ็ญเซียนคนสุดท้ายได้บรรลุมรรคาเหินทะยานขึ้นสู่สวรรค์”
ทว่าเหิงซานเยว่ยังไม่ทันได้ยินดีกับคำตอบ ประโยคถัดมาของผู้ส่งสารเทพก็ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ
“แต่ไม่ใช่เจ้า หากเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่มีกระดูกเทพครึ่งหนึ่งติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด”
รอยยิ้มของเหิงซานเยว่แข็งค้างไปในทันที
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงฝืนยกมุมปากที่แข็งเกร็งขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแหบแห้ง “เพราะ...เหตุใด”
ความไม่ยินยอมอย่างรุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นในใจเขา
“เห็นชัดว่าข้าคือผู้บำเพ็ญเซียนที่มีพรสวรรค์ที่สุด... ข้าสร้างรากฐานได้เมื่ออายุ 12 ปี บรรลุขั้นแก่นทองเมื่ออายุ 13 ปี... ข้าเป็นผู้บำเพ็ญขั้นแปรเทพที่อายุน้อยที่สุดบนแผ่นดิน อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ขั้นหลอมสุญตาแล้ว”
“หลายปีมานี้ข้าบำเพ็ญอย่างหนักทุกชั่วยาม ช่วยเหลือผู้คน กำจัดมาร แล้วเหตุใดข้าจึงไม่มีสิทธิ์เหินทะยานขึ้นสู่สวรรค์?”
ผู้ส่งสารเทพส่ายหน้า “ข้าเพียงถ่ายทอดคำพยากรณ์จากเทพ เรื่องอื่นข้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น วิถีสวรรค์ย่อมมีวาสนาของตน ทั้งเจ้าและข้าล้วนอยู่ในนั้น”
หลังผู้ส่งสารเทพจากไป เหิงซานเยว่ยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าประตูกระจกเป็นเวลา 10 วัน 10 คืน
เขาก้มศีรษะต่ำ สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากเจ็บปวดเป็นไม่ยินยอม ก่อนเหลือเพียงความเคียดแค้นและไร้ความรู้สึก
เขาลุกขึ้นยืน ความศรัทธาที่มีต่อเทพเจ้าไม่หลงเหลืออีกต่อไป
“ในเมื่อวิถีสวรรค์ไม่มอบโอกาสให้ข้า เช่นนั้นข้าก็จะแย่งชิงมันมาด้วยตนเอง”
