วันไปออดิชัน หวังเหลียนฮวาตื่นแต่เช้า
เธอตรวจของที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนอีกรอบ ทั้งบัตรประชาชน ประวัติส่วนตัว และรูปถ่ายจากผลงานการแสดง ล้วนใส่ไว้ในถุงใบเดียวแล้วถือไปด้วย
เสื้อผ้าที่ใส่เป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินสดใสตัวที่ไล้จิ้งฟางช่วยตัดให้ ผมเรียบแปล้จนแทบไม่มีผมชี้สักเส้น แล้วยังติดเครื่องประดับผมที่ทำเองด้วย
เธอรวบรวมเศษผ้ามาทำเป็นดอกไม้เล็ก ๆ สองสามดอก เย็บติดกับลวดเส้นหนึ่ง แล้วเสียบไว้บนศีรษะ ดูเข้าท่าไม่น้อย จากนั้นก็หยิบต่างหูพลาสติกคู่ที่เฉียนจินยวี่แนะนำให้ซื้อจากแอปช้อปปิ้งมาสวม แล้วส่องกระจกดู
คนในกระจกยิ้มแย้ม ดูมีเค้าแม่สื่ออยู่หลายส่วน แต่ในใจเธอรู้ดีว่าแม่สื่อที่ต้องแสดงวันนี้ไม่เหมือนแม่สื่อหลิว
หลังจากจิวเพ่ย์ส่งบทมาให้ เธอก็ฟังอยู่หลายรอบจนท่องบทพูดได้ทั้งหมด
แม่สื่อคนนี้แซ่ม้า เป็นตัวประกอบ บทไม่เยอะ แต่ทุกฉากสำคัญ เธอเป็นคนจับคู่ให้สองครอบครัว ทั้งที่รู้ว่าฝ่ายชายมีโรคประจำตัว ก็ยังปิดบังฝ่ายหญิง แล้วยกยอฝ่ายชายเสียเลิศเลอ หลังเรื่องสำเร็จก็รับสินน้ำใจแล้วจากไปอย่างไม่ไยดี พอความจริงเปิดเผย เธอยังกลับคำกล่าวโทษฝ่ายหญิงว่าเลือกมากและไม่รู้จักบุญคุณ
สรุปแล้วเป็นแม่สื่อปากร้าย เห็นแก่เงิน พูดเก่งจนบิดดำเป็นขาวได้
หวังเหลียนฮวาติดตามแม่สื่อหลิวไปตลอดทั้งวัน เพื่อดูว่าอีกฝ่ายทำงานจับคู่อย่างไร แล้วก็พบว่าแม่สื่อหลิวกับแม่สื่อม้าคนนี้ในบทเป็นคนละแบบกันอย่างสิ้นเชิง
แม่สื่อหลิวพูดจายิ้มแย้ม ทำอะไรก็รู้จักพอดี เรื่องไหนช่วยได้ก็ช่วย เรื่องไหนช่วยไม่ได้ก็ไม่ฝืน กรณีแม่ม่ายซุนนั่น แม่สื่อหลิวทั้งที่ไม่ได้เงินสักแดงก็ยังเดินทางไปไกลขนาดนั้น เมื่อเทียบกับแม่สื่อม้าในบทแล้ว นับว่าเป็นคนมีน้ำใจอย่างยิ่ง
แต่เธอก็รู้ว่าคนเราไม่เหมือนกัน ยิ่งคนหนึ่งเป็นตัวละครในบท อีกคนเป็นคนในชีวิตจริงด้วยแล้ว เมื่อคนเขียนบทเขียนมาแบบนี้ เธอก็ต้องแสดงไปตามนั้น
แต่จะแสดงอย่างไรล่ะ?
เมื่อคืนเธอครุ่นคิดอยู่ในห้วงมิติเกือบครึ่งค่อนคืน อ่านบทอยู่หลายรอบ แล้วยังนึกภาพแม่สื่อหลิวซ้ำไปซ้ำมา แต่สองคนนี้เทียบกันไม่ติดเลย
