นอกเรือนรับรองที่องค์หญิงใหญ่ประทับ นายอำเภอเส้ายืนรออยู่ที่นั่นมานานกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว
แม้แสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงจะไม่แผดเผาเท่าช่วงหน้าร้อน แต่ก็ยังร้อนจนทนไม่ไหว ยิ่งนายอำเภอเส้าสวมชุดขุนนางหนาหนักและระบายอากาศไม่ได้ แผ่นหลังของเขาจึงเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง ใบหน้าและลำคอเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาทำได้เพียงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ เป็นครั้งคราว
ร่างกายร้อนรุ่มแทบทนไม่ไหว แต่ในใจกลับเย็นเยียบ
เรื่องที่องค์หญิงใหญ่เสด็จมาประทับที่เรือนรับรอง เขาในฐานะผู้ปกครองเมืองย่อมต้องรู้เป็นธรรมดา
องค์หญิงใหญ่พระองค์นี้มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างยิ่ง สมัยยังสาวก็ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้าย พระองค์เป็นพระราชธิดาองค์โตที่ฮ่องเต้องค์ก่อนโปรดปรานที่สุด และเป็นพระเชษฐภคินีแท้ ๆ ของฮ่องเต้ในปัจจุบัน เมื่อครั้งอภิเษกกับโหวจิ้งอัน ขบวนสินสอดยาวเหยียดนับสิบลี้ ฮ่องเต้องค์ก่อนยังพระราชทานทหารส่วนพระองค์สามพันนาย หลังโหวจิ้งอันสิ้นชีพในสนามรบ องค์หญิงใหญ่ก็เลี้ยงดูบุตรชายเพียงลำพัง จนกระทั่งบุตรชายสิ้นชีพในสนามรบเช่นกัน หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าองค์หญิงใหญ่หมดอาลัยตายอยาก หันไปกินเจสวดมนต์และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายนอกอีก
บุคคลสำคัญเช่นนี้จู่ ๆ ก็เสด็จมา นายอำเภอเส้าจึงส่งเทียบขอเข้าเฝ้าทันที แต่กลับไม่ได้พบ อีกทั้งคนใกล้ชิดองค์หญิงใหญ่ยังส่งข่าวมาว่าพระวรกายไม่แข็งแรง ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องมารบกวน ทุกคนที่กำลังคิดจะเข้าเฝ้าจึงหยุดความคิดนั้นลง
บุคคลสำคัญที่อยู่ไกลเกินเอื้อมเช่นนี้...
นายอำเภอเส้ากำลังครุ่นคิดอยู่ พลันเห็นประตูเปิดออก เขาก็รีบตั้งสติ สีหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที
แต่คนที่เดินออกมากลับเป็นคนเฝ้าประตูที่บอกว่าจะเข้าไปรายงาน แล้วหายหัวไปนานเสียจนไร้เงา
คนเฝ้าประตูพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา «องค์หญิงทรงมีธุระมากใต้เท้าเส้าไม่ต้องรอที่นี่แล้ว เชิญกลับเถอะ»
นายอำเภอเส้ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คนเฝ้าประตูก็ถอยกลับเข้าไปด้านในแล้วปิดประตูลง
ใบหน้านายอำเภอเส้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด เขามององครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างประตู สูดหายใจลึก ๆ แล้วหันกลับไปขึ้นรถม้า
ภายในรถ สีหน้าของเขาหม่นคล้ำจนแทบมีน้ำหยดออกมา
