“มีอะไรเหรอ?”
“เหอซานหนิว ลูกสาวบ้านป้าจ้าวน่ะ มือเบามากเลย ฉันสอนให้เธอตัดเศษผ้า แยกด้าย แล้วก็เย็บซับใน เธอเรียนรู้เร็วสุด ๆ เรื่องที่คนอื่นต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะทำเป็น เธอใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ทำได้แล้ว” เฉินไช่พูดอย่างเขิน ๆ “แม่ หนูอยากรับเธอเป็นลูกศิษย์”
พี่สะใภ้รองเลือกคนที่จะรับเป็นลูกศิษย์ไว้แล้วสองคน ส่วนเธอยังไม่มีเลยสักคน พอได้เจอเหอซานหนิวที่ฉลาดขนาดนี้ แถมอายุน้อยกว่าเธอ ก็เลยเกิดความคิดขึ้นมา
หวังเหลียนฮวายิ้ม ลูบหัวลูกสาวแล้วพูดว่า “ถ้าลูกอยากรับก็รับเลย แม่เองก็คิดว่าเด็กคนนั้นใช้ได้”
เฉินไช่ชอบเวลาที่แม่ลูบหัวแบบนี้ แม้จะเขินนิดหน่อย แต่ในใจก็มีความสุข เธอเอนศีรษะพิงไหล่หวังเหลียนฮวา แล้วพูดเสียงเบาว่า “แม่ หนูยังอยากรับเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านมาเพิ่มอีกสักหน่อย เผื่อจะมีคนที่หัวไวเหมือนซานหนิวอีกก็ได้ สอนพวกเธอทำเสื้อผ้าตัวเล็ก ๆ พอมีคนเยอะขึ้นก็ทำได้เร็วขึ้นด้วย”
หวังเหลียนฮวาฟังแล้วพลันเกิดความคิดขึ้นมา
เธอนึกถึงสิ่งที่เย่ยวี่ลู่เคยพูดกับเธอก่อนหน้านี้ เสื้อผ้าตัวเล็ก ๆ ที่สั่งทำเป็นจำนวนมากจากโรงงาน ถึงจะไม่แพงเท่ารุ่นสั่งทำพิเศษ แต่พอผลิตทีละมาก ๆ ก็ขายได้ถูกลง แถมยังมีตลาดอีกไม่น้อย
ตอนนั้นเธอเคยถามเย่ยวี่ลู่ว่า ถ้าใช้มือเย็บเสื้อผ้าแบบเดียวกันเป็นชุดใหญ่ ๆ จะขายได้ราคาหรือเปล่า เย่ยวี่ลู่หัวเราะแล้วบอกว่า ขอแค่ติดคำว่า “งานทำมือ” เข้าไปก็ขายได้ราคาแน่นอน ถึงแบบจะเหมือนกันก็ยังแพงกว่าของที่ผลิตจำนวนมากด้วยเครื่องจักร
แต่ตอนนี้แทบไม่มีใครทำแบบนั้น เพราะต้องจ้างคนตั้งมากมาย ต้นทุนจะสูงแค่ไหนกัน เครื่องจักรทำงานเร็วกว่าคนมาก แถมยังเน้นขายจำนวนมากกำไรต่อชิ้นน้อย ไม่นานก็คืนทุนแล้ว
ตอนนั้นหวังเหลียนฮวาไม่ได้คิดอะไรมาก แต่วันนี้พอได้ยินเฉินไช่พูด ก็รู้สึกว่าที่นี่อาจทำ “การผลิตจำนวนมาก” ได้เหมือนกัน
