“แม่!”
หวังเหลียนฮวายังเดินไปไม่ถึงประตูชั้นที่สอง ก็ได้ยินเสียงแหบห้าวเรียกเธอ ก่อนร่างคุ้นตาจะรีบเดินเข้ามา
คนคนนั้นคือเฉินฮุ่ย
เขาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าฝ้ายสีเขียวตัวใหม่เอี่ยม พอเห็นหวังเหลียนฮว่าก็อดวิ่งเหยาะ ๆ มาไม่ได้ จากนั้นก็ทรุดเข่าลงตรงหน้าเธอโดยที่เธอยังไม่ทันตั้งตัว พลางพูดเสียงเครือว่า “แม่! ลูกคารวะแม่ครับ!”
หวังเหลียนฮว่าตกใจ รีบเข้าไปประคอง “ทำอะไรน่ะ ลุกขึ้นเร็ว!”
ด้านหลังเฉินฮุ่ยมีเฉินเจี๋ยกับไล้จิ้งฟางตามมาด้วย ส่วนเฉินเล่อซีที่เพิ่งฉลองวันเกิดครบ 3 ขวบไปหมาด ๆ อยู่ในอ้อมแขนของเฉินเจี๋ย พอมาถึงสถานที่ใหม่ก็ดูหวาด ๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นคุณย่าที่คุ้นเคย รวมถึงพี่ ๆ ที่เดินตามหลังคุณย่ามา ก็รีบดิ้นลงจากอ้อมแขนแล้ววิ่งไปหาหวังเหลียนฮว่า “คุณย่า!”
หวังเหลียนฮว่าโอบหลานสาวตัวน้อยที่ไม่ได้เจอกันมานานไว้แน่น แล้วหอมแก้มยุ้ย ๆ ของเธอด้วยความดีใจ “เด็กดี โตขึ้นแล้ว แก้มก็อิ่มขึ้นด้วย”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เฉินเจี๋ยกับไล้จิ้งฟางก็พากันคุกเข่าต่อหน้าเธอ เรียกแม่พร้อมกัน ดวงตาแดงก่ำ
หวังเหลียนฮว่ารีบให้คนเข้าไปประคองอีกครั้ง
หลังจากวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ทักทายกันครบถ้วน
เฉินเจี๋ยกับไล้จิ้งฟางเพิ่งมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรก ทั้งคู่ตื่นตาตื่นใจกับคฤหาสน์หลังใหญ่ตรงหน้า ขณะเดียวกันก็รู้สึกเกร็งไม่น้อย แต่เมื่อคนในครอบครัวใหญ่อยู่กันพร้อมหน้า บรรยากาศก็ชวนให้คุ้นเคย ทั้งสองจึงปรับตัวเข้ากับทุกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติในเวลาไม่นาน
เฉินเล่อซีไปเล่นกับเด็กอีกสามคนในลานบ้านตั้งนานแล้ว เสียงหัวเราะและหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานดังมาเป็นระยะ
ส่วนเฉินฮุ่ยดูสุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพียงแต่ชอบอยู่เงียบ ๆ เป็นเพื่อนหวังเหลียนฮว่า
เฉินไช่ไม่ได้เจอน้องชายมานาน จึงอดแหย่เขาไม่ได้ แต่แล้วก็พบว่าเฉินฮุ่ยไม่ได้ตามติดแม่เหมือนก่อน กลับกลายเป็นตามเธอแทน เธอจึงแอบกลอกตาใส่ ก่อนจะเล่าเรื่องสนุก ๆ ในเมืองหลวงให้เขาฟัง
ยามเย็น ครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าวพูดคุยกันอย่างครึกครื้น ทุกคนมีรอยยิ้มบนใบหน้า ต่างคนต่างพูด ราวกับมีเรื่องให้คุยกันไม่รู้จบ
